OpenStack Liberty

OpenStack Liberty เวอร์ชั่นปัจจุบัน เวอร์ชั่น 12 ของ Open Source Software เพื่อสร้าง Public, Private และ Hybrid Cloud ด้วยนวัตกรรมใหม่ และเพิ่มเติมการทำงานที่ครอบคลุมเทคโนโลยี Data Center ที่ทำให้ OpenStack กลายเป็น Integration Engine ยอดนิยมสำหรับผู้ให้บริการ Cloud และกลุ่มองค์กรที่กำลังใช้งาน Cloud อยู่ตอนนี้

 

จากการสนับสนุนของผู้พัฒนาอิสระกว่า 1,933 คน และจากอีก 164 องค์กรใหญ่ ทำให้ OpenStack Liberty มีระบบควบคุมการทำงานที่ละเอียดและเหนือชั้นยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการ Deployment ขนาดใหญ่ และมี Tools รองรับการจัดการ Container ใน Production Environment อีกด้วย

 

Feature ใหม่ของ Liberty

ระบบการจัดการประสิทธิภาพสูง

หลายคนต้องการให้มีระบบการตั้งค่าที่ดีขึ้น และระบบ Library ร่วม (Common library adoption) ตอนนี้ OpenStack 12 ถูกพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม Role-Based Access Control (RBAC) เพื่อใช้งานร่วมกับ Heat orchestration และ Neutron networking รวมทั้งเปิดให้ปรับ Security Setting อย่างเต็มรูปแบบอีกด้วย

ระบบปรับแต่งเรียบง่าย

OpenStack ได้รับการตอบรับอย่างดี เป็นที่นิยมในการใช้ระบบสร้าง Cloud ทั้ง Public และ Private อย่างแพร่หลาย เหล่า User จึงการต้องการรองรับ Deployment ขนาดใหญ่ ซึ่งใน Liberty ได้มีการพัฒนาด้านประสิทธิภาพการแสดงผล และมีความเถียรมากขึ้น ติดตั้ง Application Nova Cells v2 ในตัว สามารถรองรับการ Deployment ขนาดใหญ่ และการ Deployment พร้อมกันในหลายพื้นที่ (Multi-location compute deployment) ยังเพิ่มศักยภาพการปรับแต่ง (Scalability) และการทำงานของ Horizon dashboard, Neutron networking, และ Cinder block storage

รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ

OpenStack เป็น Open Source Platform เดียวที่รองรับการจัดการ 3 เทคโนโลยีหลักๆ ของระบบ Cloud ทั้ง Virtual Machine, Container และ Bare Metal Instance ทั้งยังเป็นที่นิยมในการใช้งานร่วมกับระบบ NFV (network functions virtualization) ขององค์กร โดย OpenStack Liberty ได้เพิ่มศักยภาพการทำงานทั้งสองด้าน ด้วยฟีเจอร์ตัวใหม่ อย่าง Nova compute scheduler, QoS Framework และระบบ LBaaS (Load Balancing as a Service) ที่ดียิ่งกว่าเดิม

ระบบจัดการ Container ตัวใหม่

ในระหว่างการพัฒนา Liberty ระบบ Magnum Container ระบบจัดการ Container ตัวใหม่ที่รองรับการทำงานร่วมกับ Kubernetes, Mesos และ Docker Swarm ก็ได้เปิดตัวขึ้น และเมื่อนำ Magnum มาใช้ร่วมกับบริการที่มีอยู่เดิมของ OpenStack อย่าง Nova, Ironic, และ Neutron จะช่วยให้จัดการ Container ได้ง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีโปรเจกต์ Kuryr ซึ่งถูกวางแผนให้เข้ามาเสริมประสิทธิภาพ โดยทำงานกับส่วนของ Container networking อย่าง libnetwork ได้โดยตรง

Orchestration

Heat Orchestration ได้เพิ่มระบบจัดการทรัพยากรใหม่เข้าไปมากมาย รวมทั้งระบบอัตโนมัติ และการรองรับความสามารถใหม่ๆ ของ Liberty เพิ่มความสามารถการจัดการและการ Scale ซึ่งรวมด้านการเข้าถึง API เพื่อเช็คว่ามี Resource หรือ Action ไหนพร้อมใช้งานได้บ้าง โดยทั้งหมดนี้มาพร้อมกับ RBAC ติดตั้งในตัว

 

Private Cloud แหล่งเก็บข้อมูลความปลอดภัยสูง ตอบโจทย์ทุกองค์กร

Private Cloud คือรูปแบบหนึ่ง ของ Cloud Computing ส่วนประกอบคือ Cloud Based Environment ที่แยกออกอย่างชัดเจน พร้อมกับมีการรักษาความปลอดภัยอย่างดีเยี่ยม ถือได้ว่าเหมาะกับองค์กรเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้เข้าถึงได้จะต้องได้รับอนุญาติก่อนเท่านั้น

โดยทั่วไประบบ Private Cloud จะถูกจำแนกออกจาก Cloud รูปแบบอื่น จากการที่มีผู้เข้าถึงได้เพียงแค่องค์กรเดียวเท่านั้น เพื่อรักษาข้อมูลที่เป็นความลับของแต่ละองค์กร ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยที่สูงกว่าในระดับปกติ แตกต่างกับการบริการ Public Cloud ที่ให้ผู้ใช้งานหลายๆ คนเข้าถึงได้ นอกจากนั้น Private Cloud จะใช้วิธีดึงทรัพยากรจากแหล่งที่แยกออกมาต่างหาก โดยอาจติดตั้งอยู่ภายในหรือภายนอกก็ได้เช่นกัน

กล่าวคือระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐานสูงในระดับนี้ ถือว่าเหมาะกับกลุ่มองค์กรที่มีการเก็บข้อมูลที่เป็นส่วนตัวไว้ค่อนข้างมาก และมีความละเอียดอ่อนค่อนข้างสูง เพื่อไม่ให้ถูกรุกล้ำทางข้อมูลได้โดยง่าย

ถ้าจะพูดถึงฟีเจอร์หรือประโยชน์ของ Private Cloud  ก็คงจะมีหลายอย่าง วันนี้เราจึงจะมาพูดถึงข้อหลักๆ ที่จะทำให้คุณไม่ควรพลาด Private Cloud ด้วยประการทั้งปวง

มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง ด้วยเทคโนโลยีที่มีแหล่งทรัพยากรแยกออกมาต่างหาก ทั้งยังจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้งาน และต้องเชื่อมต่อจากภายในระบบขององค์กรเท่านั้น ทำให้มีความปลอดภัยของข้อมูลที่ค่อนข้างสูง

ควบคุมได้มากขึ้น เนื่องจากบริการ Private Cloud สามารถเข้าถึงได้โดยองค์กรเพียงองค์กรเดียวเท่านั้น ทางองค์กรจึงสามารถจัดการจากภายในได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้การใช้งานที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด

ใช้ต้นทุนและพลังงานอย่างคุ้มค่า Private Cloud สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรในองค์กรได้โดยตรง ถึงแม้ว่าจะประหยัดงบประมาณได้ไม่เท่า  Public Cloud แต่ Private Cloud ก็มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบ LANs แบบเก่า เพราสามารถลดรายจ่ายส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน และช่วยให้องค์กรสามารถลด Carbon ที่จะออกมาสู่ชั้นบรรยากาศได้อีกทางหนึ่งอีกด้วย

มีความน่าเชื่อถือสูง เพราะหากระบบเกิดความเสียหาย บริการ Private Cloud สามารถดึงทรัพยากรจาก Server ที่ไม่ได้รับความเสียหายมาใช้งานได้ นอกจากนั้น หาก Cloud ถูก Host จากผู้ให้บริการบุคคลที่สาม ก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับความปลอดภัยแน่นอน

ระบบ Cloud Bursting ผู้ให้บริการ Private Cloud บางรายจะมีบริการ Cloud Bursting เสริมเข้ามา เผื่อกรณีที่มี Traffic สูงขึ้นมากะทันหัน ซึ่งบริการนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถย้ายฟังก์ชันที่ไม่ได้เป็นความลับ หรือข้อมูลสำคัญอะไรไปยัง Public Cloud ชั่วคราวได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับข้อมูลสำคัญ โดย Private Cloud สามารถทำงานร่วมกับ Public Cloud เพื่อสร้าง Hybrid Cloud ขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างสูงสุด

Private Cloud ถือว่าเป็นบริการที่มีประโยชน์กับองค์กรทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ด้วยเหตุที่มีทั้งความเป็นส่วนตัว และมีความปลอดภัยสูง ถือว่าเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ควรมีไว้ในองค์กรเป็นอย่างมาก

 

ความแตกต่างของคลาวด์ในหลายๆ ประเภท

จากความแตกต่างของคลาวด์ในหลายๆ ประเภท บริการคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) ผู้ที่สามารถใช้บริการจะเป็นเพียงพนักงานขององค์กรนั้นเท่านั้น สิทธิความเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการจะเป็นขององค์กรลูกค้า ถึงแม้ว่าการบริหารจัดการภายในจะทำโดยซัพพลายเออร์ภายนอก หรือผู้ให้บริการภายนอกที่เรียกว่า IT outsourcing (ITO) service ก็ได้ คลาวด์แบบกลุ่มที่มีความสนใจเรื่องเดียวกันร่วมกัน (Community Cloud) คือ คลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) ที่เปิดให้หลาย ๆ องค์กรสามารถเข้าใช้งานร่วมกันได้ โดยพนักงานขององค์กรนั้นและพนักงานขององค์กรอื่นที่ได้รับอนุญาต คลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) คือ คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ ตัวอย่างเช่น บริการคลาวด์ของอเมซอน Amazon Elastic Compute Cloud (EC2) หรือของ Google อย่าง google App Engine ประเด็นสุดท้ายสำหรับองค์กรที่ต้องพิจารณาในระยะยาวคือ การประยุกต์ใช้คลาวด์ในแบบต่างๆ ตามความเหมาะสมร่วมกัน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า คลาวด์แบบผสม (Hybrid Cloud) ซึ่งโดยมากเป็นการผสานการทำงานระหว่างคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) กับคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud)

ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทียังคงมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านความปลอดภัย การกำกับดูแลข้อมูล ความมีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ การสูญเสียอำนาจในการควบคุม การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมแนวคิด การโอนถ่ายและการเชื่อมโยง นี่ยังไม่พูดถึงความยากในการเลือกพันธมิตรด้านคลาวด์ที่ไว้ใจได้ เป็นผู้มีความสามารถ มีประสบการณ์และมีความมั่นคงในตลาดเพื่อรองรับความต้องการที่เฉพาะทางอีกด้วย บ่อยครั้งที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องค้นหาวิถีทางในการเลือกตัวเลือกที่แตกต่างกันให้ได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น เมื่อไรและที่ใดที่ควรเลือกใช้คลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) หรือส่วนบุคคล (Private Cloud) หรือเป็นโซลูชันแบบผสมผสาน (Hybrid Cloud) หลายความต้องการอาจประเมินตามขั้นตอนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสู่คลาวด์ และเพื่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านไอทีเดิมๆ ของตนเอง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่ทุกคนต้องเผชิญ นอกจากนี้คลาวด์ยังต้องการทีมไอทีและนักธุรกิจที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อมั่นใจว่าการนำคลาวด์มาใช้งานจะไม่ส่งผลในเชิงลบ ดังนั้นหน่วยธุรกิจต้องเรียนรู้ที่จะเลือกใช้งานคลาว์ของตนเองได้ ในขณะที่ฝ่ายไอทีตัดสินใจดูเรื่องเกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ปัญหาการอินทิเกรตและระดับคุณภาพการบริการแทน วิถีทางเดียวที่จะทำให้การใช้คลาวด์ประสบความสำเร็จและตอบโจทย์ความท้าทายอย่างแท้จริง การทำเช่นนี้ได้จึงต้องอาศัยทีมเทคนิคและทีมธุรกิจที่เชี่ยวชาญ เพื่อความมั่นใจว่าจะเสี่ยงน้อยที่สุดสำหรับลูกค้าในการเลือกใช้คลาวด์ และเราตระหนักดีกว่าหนทางในการนำคลาวด์ไปใช้งานของลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นวิธีการก้าวและทิศทางที่แม่นยำในแต่ละช่วงการเดินทาง จากฝ่ายสู่ฝ่าย จากองค์กรสู่องค์กร และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางธุรกิจของแต่ละบุคคล แรงกดดันจากการแข่งขันและความสำคัญเชิงกลยุทธ์