ความแตกต่างของคลาวด์ในหลายๆ ประเภท

จากความแตกต่างของคลาวด์ในหลายๆ ประเภท บริการคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) ผู้ที่สามารถใช้บริการจะเป็นเพียงพนักงานขององค์กรนั้นเท่านั้น สิทธิความเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการจะเป็นขององค์กรลูกค้า ถึงแม้ว่าการบริหารจัดการภายในจะทำโดยซัพพลายเออร์ภายนอก หรือผู้ให้บริการภายนอกที่เรียกว่า IT outsourcing (ITO) service ก็ได้ คลาวด์แบบกลุ่มที่มีความสนใจเรื่องเดียวกันร่วมกัน (Community Cloud) คือ คลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) ที่เปิดให้หลาย ๆ องค์กรสามารถเข้าใช้งานร่วมกันได้ โดยพนักงานขององค์กรนั้นและพนักงานขององค์กรอื่นที่ได้รับอนุญาต คลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) คือ คลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ ตัวอย่างเช่น บริการคลาวด์ของอเมซอน Amazon Elastic Compute Cloud (EC2) หรือของ Google อย่าง google App Engine ประเด็นสุดท้ายสำหรับองค์กรที่ต้องพิจารณาในระยะยาวคือ การประยุกต์ใช้คลาวด์ในแบบต่างๆ ตามความเหมาะสมร่วมกัน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า คลาวด์แบบผสม (Hybrid Cloud) ซึ่งโดยมากเป็นการผสานการทำงานระหว่างคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) กับคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud)

ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทียังคงมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านความปลอดภัย การกำกับดูแลข้อมูล ความมีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ การสูญเสียอำนาจในการควบคุม การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมแนวคิด การโอนถ่ายและการเชื่อมโยง นี่ยังไม่พูดถึงความยากในการเลือกพันธมิตรด้านคลาวด์ที่ไว้ใจได้ เป็นผู้มีความสามารถ มีประสบการณ์และมีความมั่นคงในตลาดเพื่อรองรับความต้องการที่เฉพาะทางอีกด้วย บ่อยครั้งที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องค้นหาวิถีทางในการเลือกตัวเลือกที่แตกต่างกันให้ได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น เมื่อไรและที่ใดที่ควรเลือกใช้คลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) หรือส่วนบุคคล (Private Cloud) หรือเป็นโซลูชันแบบผสมผสาน (Hybrid Cloud) หลายความต้องการอาจประเมินตามขั้นตอนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสู่คลาวด์ และเพื่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านไอทีเดิมๆ ของตนเอง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่ทุกคนต้องเผชิญ นอกจากนี้คลาวด์ยังต้องการทีมไอทีและนักธุรกิจที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อมั่นใจว่าการนำคลาวด์มาใช้งานจะไม่ส่งผลในเชิงลบ ดังนั้นหน่วยธุรกิจต้องเรียนรู้ที่จะเลือกใช้งานคลาว์ของตนเองได้ ในขณะที่ฝ่ายไอทีตัดสินใจดูเรื่องเกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ปัญหาการอินทิเกรตและระดับคุณภาพการบริการแทน วิถีทางเดียวที่จะทำให้การใช้คลาวด์ประสบความสำเร็จและตอบโจทย์ความท้าทายอย่างแท้จริง การทำเช่นนี้ได้จึงต้องอาศัยทีมเทคนิคและทีมธุรกิจที่เชี่ยวชาญ เพื่อความมั่นใจว่าจะเสี่ยงน้อยที่สุดสำหรับลูกค้าในการเลือกใช้คลาวด์ และเราตระหนักดีกว่าหนทางในการนำคลาวด์ไปใช้งานของลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นวิธีการก้าวและทิศทางที่แม่นยำในแต่ละช่วงการเดินทาง จากฝ่ายสู่ฝ่าย จากองค์กรสู่องค์กร และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางธุรกิจของแต่ละบุคคล แรงกดดันจากการแข่งขันและความสำคัญเชิงกลยุทธ์

การปรับเปลี่ยนไปสู่เครือข่าย IPv6

การนำ IPv6 มาใช้ ควรจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการปรับเปลี่ยนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลจะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายทั่วโลกที่เชื่อมต่อกันอยู่ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนไปสู่เครือข่าย IPv6 ล้วน อาจใช้ระยะเวลาเป็นปี เพราะเหตุนี้ ทาง IETF จึงเสนอทางออกเพื่อช่วยในการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 ในระหว่างที่เครือข่ายบางแห่งเริ่มมีการปรับเปลี่ยน

ในช่วงแรก การใช้งาน IPv6 อาจอยู่ในวงแคบ ดังนั้นเราต้องการเทคนิคเพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายที่เป็น IPv6 เข้ากับเครือข่าย IPv4หรือเครือข่าย IPv6 อื่น เทคนิคการทำงานร่วมกันระหว่าง IPv4 และ IPv6 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ

1. การทำ dual stack—เป็นวิธีพื้นฐานที่สุด ทำงานโดยใช้ IP stack สองอันคือ IPv4 stack และ IPv6 stack ทำงานควบคู่กัน เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv4 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv4 stack เมื่อใดที่แอพพลิเคชั่นที่ใช้เป็น IPv6 ข้อมูลแพ็กเก็ตก็จะถูกส่งออกผ่านทาง IPv6 stack การทำ dual stack เป็นทางออกที่ง่ายที่สุดแต่ไม่ใช่ long term solution เนื่องจากยังจำเป็นต้องใช้ IPv4 address ที่โฮสต์หรือเร้าท์เตอร์ที่ใช้ dual stack นั้น

2. การทำ tunneling—เป็นอีกวิธีที่ใช้กันแพร่หลายเพราะเหมาะสมกับการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 ผ่านเครือข่าย IPv4 การส่งข้อมูลทำได้โดยการ encapsulate IPv6 packet ภายใน IPv4 packet ที่ tunneling gateway ก่อนออกไปยังเครือข่าย IPv4 ที่ปลายทาง ก่อนเข้าไปสู่เครือข่าย IPv6 ก็จะต้องผ่าน tunneling gateway อีกตัวซึ่งทำหน้าที่ decapsulate IPv6 packet และส่งต่อไปยังจุดหมายปลายทาง จะเห็นได้ว่าการทำ tunneling นี้จะใช้ไม่ได้สำหรับการสื่อสารโดยตรงระหว่างเครื่องในเครือข่าย IPv6 และเครื่องในเครือข่าย IPv4

3. การทำ translation—การทำ translation จะช่วยในการสื่อสารระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4 เทคนิคการทำ translation มีสองแบบ แบบแรกคือการแปลที่ end host โดยเพิ่ม translator function เข้าไปใน protocol stack โดยอาจอยู่ที่ network layer,TCP layer, หรือ socket layer ก็ได้ แบบที่สองคือการแปลที่ network device โดยจะต้องใช้ gateway ทำหน้าที่เป็น IPv6-IPv4 และ IPv4-IPv6 translator อยู่ที่ทางออกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย IPv6 และ IPv4

ทั้งนี้หลังจากการปรับเปลี่ยนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเครือข่ายต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เป็น IPv6 ทั้งหมด เราสามารถทำการสื่อสารโดยใช้โพรโตคอล IPv6 โดยตรง ซึ่งเราเรียกการสื่อสารลักษณะนี้ว่า native IPv6 network