6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 Tips for Email Marketing Management

การส่งอีเมล Marketing จะไม่มีความหมายหากจัดการไม่ถูกต้อง หลายองค์กรพบกับปัญหาการส่งอีเมล Marketing แต่ลูกค้าไม่สนใจ ไม่เปิดอ่าน ซึ่งปัญหาที่เกิดนี้นักการตลาดส่วนใหญ่มักมุ่งเป้าไปที่เนื้อหาของคอนเทนต์ภายใน อีเมลแต่เพียงอย่างเดียว จริงที่เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ แต่นอกเหนือจากเนื้อหาแล้ว การจัดการก่อนส่งอีเมล ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน หากเราจัดการสร้าง อีเมล  ได้อย่างถูกต้องจะช่วยให้ประสิทธิภาพของการทำ Mail marketing เป็นไปอย่างแม่นยำและประสบผลสำเร็จ

1.จัดกลุ่มรายชื่อ อีเมล ของลูกค้า

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และง่ายต่อการส่งอีเมล เราควรจัดแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นหมวดหมู่ ดูข้อมูลของลูกค้าว่าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่า ใช้บริการอะไร หรือกำลังสนใจสินค้าประเภทไหน เพื่อให้เป้าหมายในการจัดส่งมีความชัดเจนและมีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับความสนใจของลูกค้า

2.ใส่ชื่อของลูกค้าผู้รับอีเมลด้วย

การใส่ชื่อลูกค้าจะทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ ของผู้ส่งอีเมล ว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกส่งมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

3.ภาพประกอบ

ภาพภายใน Mail marketing ที่เราส่งไปยังลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมากเลยทีเดียว เพราะผลสำรวจกว่า 94% Mail marketing ที่ใส่รูปภาพ จะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากกว่า อีเมล ที่มีเพียงแค่เนื้อหา แต่รูปภาพที่ใส่ลงไปก็ควรที่จะตอบโจทย์ผู้รับ และไม่มีข้อความบนภาพมากเกินไปแต่สื่อสารได้ชัดเจน

4.สร้าง Call to Action

เพื่อให้ลูกค้ามีรีแอคชั่นตอบกลับ Mail marketing ที่ส่ง เราควรใส่ลิงค์ที่เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ของเรา ให้ลูกค้าสามารถรับชมสินค้าและบริการ อ่านข้อมูลของแบรนด์หรือ จะแนบเป็นลิงค์แบบสอบถามต่างๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นต่อแบรนด์ และนำมาปรับใช้ต่อไปในอนาคต

5.รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟน

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกๆคน ต้องทำให้ผู้รับสามารถเปิดอ่าน อีเมล บนมือถือได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะออกแบบการส่งอีเมล Marketing ให้รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนเพื่อการเปิดใช้งานได้ตลอดเวลาโดยไม่มีข้อจำกัด

6.ทดสอบการส่งอีเมล Marketing

เราควรที่จะทดสอบ Mail marketing ด้วยการทดลองส่งอีเมล ไปยังลูกค้า 2 แบบด้วยกัน (A/B Testing) โดยเปลี่ยนเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ภายใน อีเมล ให้มีความแตกต่างกัน เพื่อเป็นแนวทางวิเคราะห์การส่งอีเมล ให้มีประสิทธิผลต่อไปในอนาคต ว่าควรจะสร้างในรูปแบบไหน และลูกค้าสนใจเนื้อหาอะไร

ลองนำ 6 ทริคนี้ไปประกอบการเขียน Mail marketing เพื่อให้อีเมลมีองค์ประกอบที่ชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจเนื้อหาและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าอย่างมั่นคงรวมไปถึงเกิดการซื้อขายสร้างรายได้ให้แก่องค์กร

เคล็ดลับสร้าง Email Marketing ให้น่าสนใจไม่เกิดการมองข้าม!

เคล็ดลับสร้าง อีเมล มาร์เกตติ้ง ให้น่าสนใจ ไม่เกิดการมองข้าม!

Email Marketing

การทำการตลาดผ่านอีเมล เป็นช่องทางที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เนื่องจากปัจจุบันการพัฒนาของ Technology ทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งข่าวสารเกิดขึ้นมากมาย และรวดเร็วกว่า Email แต่ถึงอย่างไรการทำการตลาดที่ดีไม่ได้ชี้วัดกันที่ความสะดวกรวดเร็วเท่านั้นแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจด้วย ซึ่งจุดนี้ Email Marketing เป็นเครื่องที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว

อีเมล มาร์เกตติ้ง คือ รูปแบบ Online Marketing ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย Email โดยเนื้อหาของ Email จะมาในรูปแบบของข่าวสาร ข้อมูล การนำเสนอสินค้าและบริการ โปรโมชั่นต่างๆ เป็นต้น แต่การจะทำ Email Marketing ขึ้นมาสักอัน สิ่งสำคัญเลยคือ เราต้องให้ความสำคัญต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ต้องเข้าใจถึงข้อมูลข่าวสารแบบไหน มาในรูปแบบอย่างไรถึงจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค พอเมื่อเปิดอ่านแล้ว Email ของคุณจะไม่ถูกมองข้าม กดแสปม หรือโดนย้ายเข้าไปอยู่ในถังขยะ วันนี้เราจะมาดูกันว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้าง ที่จะช่วยสร้าง Email Marketing  ให้น่าสนใจและไม่ถูกมองข้าม

 

เขียนชื่อหัวข้อ Email ให้มีความดึงดูดน่าสนใจ แต่สร้างสรรค์

หัวข้ออีเมล จะเป็นสิ่งแรกที่ผู้ใช้งานจะเห็นเมื่อเปิดเข้ามาเช็ค Email ซึ่งถ้าชื่อหัวข้อ Email ไม่ได้มีความน่าสนใจหรือไม่ได้มีสิ่งเกี่ยวข้องใดๆกับผู้รับโดยตรง อีเมลของคุณก็อาจถูกมองข้ามได้

 

ใส่โลโก้ไว้ที่หัวอีเมลด้วย!

Logo เป็นหน้าตาของBrandที่สร้างความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นให้กับ อีเมล มาร์เกตติ้ง ของคุณ เพราะผู้บริโภคส่วนมากสามารถจดจำจากการมองเห็น Logo ได้ดีกว่าการสะกดชื่อแบรนด์ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นคุณได้ชัดเจนควรใส่ Logo ไว้ที่หัว Email ด้วย

 

ชื่อผู้ส่งอีเมลเป็นทางการดูมีความน่าเชื่อถือ

ด้วยปัจจุบัน Technology ถูกใช้ไปในด้านลบ ส่งผลให้ผู้ใช้งาน อีเมล สมัยนี้ กลัวการถูกล้วงข้อมูล ปล่อยไวรัสต่างๆ เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อ Email Marketing จะต้องดูเป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับอีเมล ว่าผู้ส่งนั้นมีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่ Robot ก็จะทำให้กล้าเปิดเข้ามาอ่าน

 

เนื้อหาอีเมล สั้นกระชับอ่านง่าย ได้ใจความ

ควรที่จะสร้าง Content Email Marketing ให้อ่านง่าย ไม่ยุ่งยาก จัดวางข้อมูลข่าวสารโปรโมชั่นต่างๆ ให้สั้น กระชับ ได้ใจความ บอกให้ผู้รับเห็นถึงเหตุผลชัดเจนว่าทำไมจะต้องใช้สินค้าบริการของคุณ

 

สร้าง Call to action ภายใน Content อีเมล

เราไม่ได้เพียงต้องการแค่ให้ผู้รับเปิดอ่านเพียงเท่านั้นแต่เราต้องการเปลี่ยนผู้รับให้มาเป็นลูกค้าของเราเพราะฉะนั้น เราจำเป็นที่จะต้องสร้าง Call to action ให้อยู่ในส่วนหนึ่งของ Email เช่น Register ฟรีรับปากกา 4 ด้าม เป็นต้น เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ให้ผู้รับกลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคต

 

ใส่ช่องทางการติดต่อกลับ

เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดเพราะถ้าลูกค้าสนใจในสินค้าและบริการของเรา ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม จะได้สามารถติดต่อกลับมายังเราได้ ดังนั้นเราควรที่จะใส่ช่องทางการติดต่อให้ครบถ้วน รวมไปถึงช่องโซเชียลมีเดียต่างๆด้วย

 

ลองนำวิธีการเหล่านี้มาปรับแก้ใช้กันดูกับ Email Marketing ของคุณที่บางทีอาจมองข้ามบางจุดไป เพื่อ อีเมล มาร์เกตติ้ง ที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเมื่อผู้รับเห็นก็จะไม่เกิดการมองข้ามอีกต่อไป

รู้จักประเภท อีเมลมาร์เก็ตติ้ง เครื่องมือเด็ดสำหรับการตลาดออนไลน์

รู้จักประเภท อีเมลมาร์เก็ตติ้ง เครื่องมือเด็ดสำหรับการตลาดออนไลน์ประเภทของ Email marketing ตัวช่วยทางธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม

การประกอบธุรกิจในปัจจุบัน นอกจากการมีหน้าร้านแล้ว สิ่งหนึ่งที่จำเป็นก็คือการทำธุรกิจออนไลน์ เนื่องจากในยุคนี้ถือเป็นยุคที่ผู้คนมักค้นหาหรือเลือกซื้อสิ่งที่ต้องการผ่านทางโซเชียลมีเดียหลากหลายช่องทาง โดยวันนีัเราจะมาพูดถึงช่องทางการทำMarketingช่องทางหนึ่ง นั่นก็คือ Email marketing

ซึ่งหากพูดถึงการทำ Email marketing นั้น เจ้าของกิจการเองสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายว่าจะทำเพื่ออะไร โดย อีเมลมาร์เก็ตติ้ง เองก็มีหลายประเภท ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักแต่ละประเภทกัน

Inaugural Emails

อีเมลมาร์เก็ตติ้ง รูปแบบหนึ่งที่ส่งถึงผู้รับเพียงคนเดียว มีเป้าหมายเพื่อ แสดงความยินดีกับลูกค้าเมื่อลูกค้าได้สิ่งใหม่ๆ มา เช่น การปลดล็อก Rank ใหม่ แสดงความยินดีในการสมัครสมาชิกใหม่ สำหรับการออกแบบอีเมลในรูปแบบนี้ จะมี Call to actions หลากหลายรูปแบบให้ลูกค้าได้กด เพื่อกระตุ้นการตอบสนองในด้านต่างๆ

Behavioral Emails

เป็นการทำ Email marketing ที่ส่งให้ผู้รับเพียงคนเดียว โดยจุดมุ่งหมายของอีเมลรูปแบบนี้คือการเชิญชวน หรือตอบสนองต่อพฤติกรรมต่างๆ ของผู้บริโภค ซึ่งมีตั้งแต่ การตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ การยกเลิกสมาชิก ซึ่งสำหรับ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง แบบนี้จำเป็นที่จะต้องออกแบบให้สั้น กระชับ และมีเป้าหมายที่อยากจะสื่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

Notification Emails

Emailอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับส่งหาผู้รับแบบตัวต่อตัว โดยการทำ Email marketing รูปแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงรายการที่ลูกค้าได้ทำไป อาทิ ยืนยันการซื้อของ รวมไปถึงแจ้งการรีเซตรหัสผ่าน เป็นต้น โดยการออกแบบจะต้องสั้น กระชับ และเข้าใจง่าย รวมถึงต้องแสดงให้เห็นกิจกรรมหรือรายละเอียดของผู้ใช้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

Promotional Emails

หากแค่ดูจากชื่อ หลายๆ คนก็น่าจะทราบแล้วว่าเป็น Email marketing แบบใด โดย Email marketing แบบนี้ใช้ส่งให้ผู้รับหลายๆ คน มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอโปรโมชั่นขายของ หรือประกาศอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้กับผู้ที่ได้รับEmail ไม่ว่าจะเป็น การลดราคา แลกของสมนาคุณ เชิญเข้าร่วมกิจกรรม รวมไปถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยการทำ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง ประเภทนี้ต้องออกแบบให้ดึงดูด และกระตุ้นความต้องการของผู้ที่ได้รับเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Punctual Emails

Email marketing ประเภทนี้สามารถส่งได้ทั้งแบบผู้รับคนเดียวและหลายคน ซึ่งEmailประเภทนี้มีเป้าหมายเฉพาะตัว มักใช้สำหรับชี้แจงเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น เช่น การประกาศแจ้งเหตุขัดข้อง ประกาศเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าหรือบริการ การเตือนความจำผู้ใช้งานในการใช้บริการ เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้ามีความเข้าใจที่ตรงกัน ไม่คลาดเคลื่อน และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง ซึ่งรูปแบบของอีเมลนี้ จะเน้นเรื่องการทำความเข้าใจเป็นหลัก

การทำ Email marketing ถือเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในเป้าหมายต่างๆ ซึ่งการจะเลือกใช้ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง แต่ละประเภทขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายที่ต้องการ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปได้อย่างราบรื่น และบรรลุวัตถุประสงค์ให้ได้มากที่สุด

 

วัดความสำเร็จของ Email Marketing ด้วย KPI

หากคุณใช้การตลาดผ่านอีเมลเพื่อดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขาย คุณทราบได้อย่างไรว่าแคมเปญของคุณมีประสิทธิภาพ อีเมลช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายหรือไม่ คุณเข้าถึงผู้อ่านของคุณหรือไม่ อีเมลของคุณได้รับการเปิดหรือไม่? วิธีเดียวที่จะทราบได้อย่างแน่นอนคือการวัดตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพหลัก (KPI) ของคุณ

KPI คืออะไร?

อย่ากลัว! คุณเชี่ยวชาญ ABCs ของคุณ คุณคำนึงถึง Ps และ Qs ของคุณ และคุณกำลังจะเรียนรู้พื้นฐานของตัวชี้วัดการตลาดผ่านอีเมล: ตัวชี้วัดการตลาดเฉพาะที่คุณสามารถตรวจสอบเพื่อวัดความคืบหน้าสู่เป้าหมายการตลาดผ่านอีเมลของคุณ การค้นหาและทำตาม KPI ที่เหมาะสมสามารถแสดงให้คุณเห็นว่าแคมเปญการตลาดผ่านอีเมลของคุณเป็นอย่างไร ดังนั้นคุณสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมและไปยังสิ่งที่คุณต้องการ

การวัดผลแบบใดที่มีความสำคัญต่อคุณ

แม้ว่าทุกเมตริกจะสามารถวัดได้ แต่ไม่ใช่ทุกเมตริกที่มีผลกับคุณ และนั่นเป็นข่าวดีเพราะมันใช้เวลานานมากในการติดตามการวัดหลายร้อยตัวในนั้น วิธีที่ดีกว่าคือการมุ่งเน้นที่การวัดที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางการตลาดอีเมลของคุณทันที เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่าคุณพยายามทำอะไรให้สำเร็จ คุณต้องการที่จะเติบโตรายชื่อสมาชิกของคุณหรือสร้างโอกาสในการขายมากขึ้น? ด้วยเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงอยู่ในใจมันง่ายกว่าที่จะเป็นศูนย์ในการรวมกันของ KPI ที่ถูกต้อง

ต่อไปนี้เป็นมาตรวัดสำคัญ 7 ประการที่ควรคำนึงถึง :

  1. อัตราการส่งอีเมล หมายถึง ตำแหน่งที่ข้อความของคุณสิ้นสุดลงเมื่อส่งแล้ว มันจบลงในโฟลเดอร์สแปมหรือเข้าถึงกล่องจดหมายของลูกค้าหรือไม่
  2. อัตราการเปิด (Open rate) คือ อัตราร้อยละของผู้ที่เปิดหรือดูอีเมลของคุณแม้ว่าจะเปิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งก็ตาม ตัวอย่างง่ายๆถ้าคุณส่งอีเมลไปยังผู้รับ 100 คนและ 25 คนเปิดอีเมลนั้นอัตราเปิดของคุณคือ 25 เปอร์เซ็นต์
  3. อัตราการคลิกผ่านแสดงจำนวนผู้ที่คลิกลิงก์อย่างน้อยหนึ่งลิงก์ในอีเมลของคุณ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการวัดความสนใจของสมาชิกเนื่องจากแสดงว่ามีกี่รายที่ใช้เวลาในการคลิกและขุดลึกลงไปอีกเล็กน้อย
  4. อัตราการแปลงเป็นขั้นตอนต่อไปโดยดูจากการกระทำที่ชัดเจนว่าคุณต้องการให้การคลิกเหล่านั้นส่งผลซึ่งวัดเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่คลิกลิงก์ภายในอีเมลของคุณและดำเนินการตามที่ต้องการเช่นกรอกแบบฟอร์มหรือ ทำการสั่งซื้อ
  5. อัตราตีกลับ คือ จำนวนอีเมลที่ไม่สามารถเข้าถึงกล่องจดหมายของลูกค้าได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม อัตราตีกลับมีสองประเภทที่คุณต้องติดตาม:
  • ซอฟต์ตีกลับคือเมื่อคุณส่งอีเมลไปยังที่อยู่อีเมลที่ถูกต้อง แต่ข้อความไม่ถึงเนื่องจากกล่องจดหมายของลูกค้าเต็มหรือมีปัญหากับเซิร์ฟเวอร์
  • การตีกลับยากคือเมื่อคุณพยายามส่งอีเมลไปยังที่อยู่อีเมลที่ไม่ถูกต้องและอีเมลของคุณจะตีกลับ
  1. อัตราการยกเลิก การเป็นเปอร์เซ็นต์ของคนที่ยกเลิกการเป็นสมาชิกจากรายการของคุณ หากอีเมลใดส่งผลให้มีอัตราการยกเลิกการสมัครรับข้อมูลสูงถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่บางสิ่ง มีคนรู้สึกว่าถูกก่อกวนโดยอีเมลของคุณ? เนื้อหาที่คุณนำเสนอเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเหล่านั้นหรือไม่
  2. อัตราการเติบโตของรายการแสดงให้คุณเห็นว่ารายชื่ออีเมลของคุณเติบโตเร็วแค่ไหน โดยคำนึงถึงการยกเลิกการเป็นสมาชิกและการตีกลับและดูที่จำนวนผู้ติดต่อที่เพิ่มลงในรายการของคุณในช่วงเวลาหนึ่ง

 

ประสิทธิภาพ Email marketing ของคุณเป็นอย่างไร

แม้ว่าตัวเลขจะแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม การรู้เกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้ จะช่วยให้คุณประเมินว่าคุณอยู่ที่ไหนในตอนนี้

อัตราการส่งอีเมล:คุณต้องการให้อัตราการส่งมอบของคุณใกล้เคียงกับ 100 เปอร์เซ็นต์มากที่สุด

อัตราการเปิดเฉลี่ย: 20 เปอร์เซ็นต์

อัตราการคลิกผ่านเฉลี่ย: 3.0 เปอร์เซ็นต์

อัตราการแปลงโดยเฉลี่ย:เนื่องจากอัตราการแปลงของคุณสามารถปรับแต่งได้อัตราเป้าหมายของคุณควรเป็นไปตามเป้าหมายของคุณเอง ตัวอย่างเช่น หากเป้าหมายของแคมเปญอีเมลของคุณคือการสร้างยอดขายอัตราเป้าหมายของคุณอาจเป็นจำนวนการขายหรือธุรกรรมที่เฉพาะเจาะจง

อัตราตีกลับเฉลี่ย: 0.42 เปอร์เซ็นต์

อัตราการยกเลิกโดยเฉลี่ย:  ยิ่งต่ำยิ่งดี แต่คุณสามารถตั้งเป้าหมายให้ต่ำกว่า .05

อัตราการขยายรายการโดยเฉลี่ย:หากรายการของคุณเติบโตให้ทำสิ่งที่คุณทำอยู่เรื่อย ๆ หากรายการของคุณกำลังลดขนาดการตรวจสอบจะเป็นไปตามลำดับ

 

เคล็ดลับในการปรับปรุงตัวชี้วัดการตลาดอีเมลของคุณ

เมื่อคุณเข้าใจการวัดอีเมลที่สำคัญเหล่านี้แล้วนี่คือวิธีปรับปรุง

 

วิธีเพิ่มอัตราการส่งอีเมล:

  • อย่าซื้อรายชื่ออีเมลของคุณ
  • ลบที่อยู่อีเมลที่ไม่ถูกต้องจากรายการของคุณ
  • หลีกเลี่ยงทริกเกอร์สแปมเช่น“ คลิกที่นี่”

 

วิธีรับอัตราเปิดที่ดีกว่า:

  • เขียนหัวเรื่องที่ดึงดูดใจ ลูกค้าไม่สามารถรอคลิกได้
  • เก็บประเด็นสำคัญไว้ในสามอันดับแรกของอีเมลของคุณ
  • ทำให้ชัดเจนว่าอีเมลนั้นมาจาก บริษัท ของคุณ

 

วิธีปรับปรุงอัตราการคลิกผ่าน:

  • ออกแบบอีเมลที่เหมาะกับอุปกรณ์พกพาที่ใช้งานง่าย
  • มีการเรียกร้องให้ดำเนินการต่อต้านไม่ได้
  • ลองวิดีโอ MarTech Advisor รายงานว่า การเพิ่มวิดีโอสามารถเพิ่มอัตราการคลิกได้ 300 เปอร์เซ็นต์

 

วิธีเพิ่มการแปลง:

  • ทำให้กระบวนการเช็คเอาต์ของคุณราบรื่น
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหามีประโยชน์และมีจุดประสงค์
  • ปรับแต่งอีเมลด้วยข้อมูลที่คุณเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าของคุณ

วิธีลดอัตราตีกลับ:

  • ลบที่อยู่ที่ซ้ำกันหรือไม่ถูกต้องออกจากรายการของคุณ
  • อย่าซื้อรายการที่อยู่อีเมล ส่งให้เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนรายการของคุณเท่านั้น
  • ส่งอีเมลยืนยันการสมัครสมาชิกใหม่

 

หากต้องการลดอัตราการยกเลิกของคุณ:

  • ทำให้ลิงก์ยกเลิกการสมัครสามารถมองเห็นและเข้าถึงได้
  • ส่งแบบสำรวจถามว่าทำไมผู้ที่ยกเลิกการเป็นสมาชิกได้ตัดสินใจยกเลิก
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเพียงส่งอีเมลถึงผู้ที่ต้องการรับฟังจากคุณเท่านั้น

 

เพื่อให้รายการของคุณเติบโต:

  • ดึงดูดสมาชิกด้วยป๊อปอัพที่สะดุดตาหรือแบบฟอร์มสมัครใช้งาน
  • เพิ่มปุ่ม“ ส่งอีเมลให้เพื่อน”
  • รวมปุ่มแชร์โซเชียล

 

Email marketing อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้าและผลักดันผลลัพธ์ แต่คุณต้องมีกลยุทธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยการติดตามตัวชี้วัดที่เหมาะสมและรู้ว่าอะไรคืออะไรหรือไม่ทำงานคุณสามารถปรับแต่งแต่ละแคมเปญเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายแล้วให้ใช้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจาก KPI เพื่อเป็นแนวทางในแคมเปญอีเมลของคุณและประสบความสำเร็จ

วัดความสำเร็จของ Email Marketing ด้วย KPI

หากคุณใช้การตลาดผ่านอีเมลเพื่อดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขาย คุณทราบได้อย่างไรว่าแคมเปญของคุณมีประสิทธิภาพ อีเมลช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายหรือไม่ คุณเข้าถึงผู้อ่านของคุณหรือไม่ อีเมลของคุณได้รับการเปิดหรือไม่? วิธีเดียวที่จะทราบได้อย่างแน่นอนคือการวัดตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพหลัก (KPI) ของคุณ

KPI คืออะไร?

อย่ากลัว! คุณเชี่ยวชาญ ABCs ของคุณ คุณคำนึงถึง Ps และ Qs ของคุณ และคุณกำลังจะเรียนรู้พื้นฐานของตัวชี้วัดการตลาดผ่านอีเมล: ตัวชี้วัดการตลาดเฉพาะที่คุณสามารถตรวจสอบเพื่อวัดความคืบหน้าสู่เป้าหมายการตลาดผ่านอีเมลของคุณ การค้นหาและทำตาม KPI ที่เหมาะสมสามารถแสดงให้คุณเห็นว่าแคมเปญการตลาดผ่านอีเมลของคุณเป็นอย่างไร ดังนั้นคุณสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมและไปยังสิ่งที่คุณต้องการ

การวัดผลแบบใดที่มีความสำคัญต่อคุณ

แม้ว่าทุกเมตริกจะสามารถวัดได้ แต่ไม่ใช่ทุกเมตริกที่มีผลกับคุณ และนั่นเป็นข่าวดีเพราะมันใช้เวลานานมากในการติดตามการวัดหลายร้อยตัวในนั้น วิธีที่ดีกว่าคือการมุ่งเน้นที่การวัดที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางการตลาดอีเมลของคุณทันที เริ่มต้นด้วยการถามตัวเองว่าคุณพยายามทำอะไรให้สำเร็จ คุณต้องการที่จะเติบโตรายชื่อสมาชิกของคุณหรือสร้างโอกาสในการขายมากขึ้น? ด้วยเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงอยู่ในใจมันง่ายกว่าที่จะเป็นศูนย์ในการรวมกันของ KPI ที่ถูกต้อง

ต่อไปนี้เป็นมาตรวัดสำคัญ 7 ประการที่ควรคำนึงถึง :

  1. อัตราการส่งอีเมล หมายถึง ตำแหน่งที่ข้อความของคุณสิ้นสุดลงเมื่อส่งแล้ว มันจบลงในโฟลเดอร์สแปมหรือเข้าถึงกล่องจดหมายของลูกค้าหรือไม่
  2. อัตราการเปิด (Open rate) คือ อัตราร้อยละของผู้ที่เปิดหรือดูอีเมลของคุณแม้ว่าจะเปิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งก็ตาม ตัวอย่างง่ายๆถ้าคุณส่งอีเมลไปยังผู้รับ 100 คนและ 25 คนเปิดอีเมลนั้นอัตราเปิดของคุณคือ 25 เปอร์เซ็นต์
  3. อัตราการคลิกผ่านแสดงจำนวนผู้ที่คลิกลิงก์อย่างน้อยหนึ่งลิงก์ในอีเมลของคุณ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการวัดความสนใจของสมาชิกเนื่องจากแสดงว่ามีกี่รายที่ใช้เวลาในการคลิกและขุดลึกลงไปอีกเล็กน้อย
  4. อัตราการแปลงเป็นขั้นตอนต่อไปโดยดูจากการกระทำที่ชัดเจนว่าคุณต้องการให้การคลิกเหล่านั้นส่งผลซึ่งวัดเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่คลิกลิงก์ภายในอีเมลของคุณและดำเนินการตามที่ต้องการเช่นกรอกแบบฟอร์มหรือ ทำการสั่งซื้อ
  5. อัตราตีกลับ คือ จำนวนอีเมลที่ไม่สามารถเข้าถึงกล่องจดหมายของลูกค้าได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม อัตราตีกลับมีสองประเภทที่คุณต้องติดตาม:
  • ซอฟต์ตีกลับคือเมื่อคุณส่งอีเมลไปยังที่อยู่อีเมลที่ถูกต้อง แต่ข้อความไม่ถึงเนื่องจากกล่องจดหมายของลูกค้าเต็มหรือมีปัญหากับเซิร์ฟเวอร์
  • การตีกลับยากคือเมื่อคุณพยายามส่งอีเมลไปยังที่อยู่อีเมลที่ไม่ถูกต้องและอีเมลของคุณจะตีกลับ
  1. อัตราการยกเลิก การเป็นเปอร์เซ็นต์ของคนที่ยกเลิกการเป็นสมาชิกจากรายการของคุณ หากอีเมลใดส่งผลให้มีอัตราการยกเลิกการสมัครรับข้อมูลสูงถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่บางสิ่ง มีคนรู้สึกว่าถูกก่อกวนโดยอีเมลของคุณ? เนื้อหาที่คุณนำเสนอเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเหล่านั้นหรือไม่
  2. อัตราการเติบโตของรายการแสดงให้คุณเห็นว่ารายชื่ออีเมลของคุณเติบโตเร็วแค่ไหน โดยคำนึงถึงการยกเลิกการเป็นสมาชิกและการตีกลับและดูที่จำนวนผู้ติดต่อที่เพิ่มลงในรายการของคุณในช่วงเวลาหนึ่ง

 

ประสิทธิภาพ Email marketing ของคุณเป็นอย่างไร

แม้ว่าตัวเลขจะแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม การรู้เกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้ จะช่วยให้คุณประเมินว่าคุณอยู่ที่ไหนในตอนนี้

อัตราการส่งอีเมล:คุณต้องการให้อัตราการส่งมอบของคุณใกล้เคียงกับ 100 เปอร์เซ็นต์มากที่สุด

อัตราการเปิดเฉลี่ย: 20 เปอร์เซ็นต์

อัตราการคลิกผ่านเฉลี่ย: 3.0 เปอร์เซ็นต์

อัตราการแปลงโดยเฉลี่ย:เนื่องจากอัตราการแปลงของคุณสามารถปรับแต่งได้อัตราเป้าหมายของคุณควรเป็นไปตามเป้าหมายของคุณเอง ตัวอย่างเช่น หากเป้าหมายของแคมเปญอีเมลของคุณคือการสร้างยอดขายอัตราเป้าหมายของคุณอาจเป็นจำนวนการขายหรือธุรกรรมที่เฉพาะเจาะจง

อัตราตีกลับเฉลี่ย: 0.42 เปอร์เซ็นต์

อัตราการยกเลิกโดยเฉลี่ย:  ยิ่งต่ำยิ่งดี แต่คุณสามารถตั้งเป้าหมายให้ต่ำกว่า .05

อัตราการขยายรายการโดยเฉลี่ย:หากรายการของคุณเติบโตให้ทำสิ่งที่คุณทำอยู่เรื่อย ๆ หากรายการของคุณกำลังลดขนาดการตรวจสอบจะเป็นไปตามลำดับ

 

เคล็ดลับในการปรับปรุงตัวชี้วัดการตลาดอีเมลของคุณ

เมื่อคุณเข้าใจการวัดอีเมลที่สำคัญเหล่านี้แล้วนี่คือวิธีปรับปรุง

 

วิธีเพิ่มอัตราการส่งอีเมล:

  • อย่าซื้อรายชื่ออีเมลของคุณ
  • ลบที่อยู่อีเมลที่ไม่ถูกต้องจากรายการของคุณ
  • หลีกเลี่ยงทริกเกอร์สแปมเช่น“ คลิกที่นี่”

 

วิธีรับอัตราเปิดที่ดีกว่า:

  • เขียนหัวเรื่องที่ดึงดูดใจ  ลูกค้าไม่สามารถรอคลิกได้
  • เก็บประเด็นสำคัญไว้ในสามอันดับแรกของอีเมลของคุณ
  • ทำให้ชัดเจนว่าอีเมลนั้นมาจาก บริษัท ของคุณ

 

วิธีปรับปรุงอัตราการคลิกผ่าน:

  • ออกแบบอีเมลที่เหมาะกับอุปกรณ์พกพาที่ใช้งานง่าย
  • มีการเรียกร้องให้ดำเนินการต่อต้านไม่ได้
  • ลองวิดีโอ MarTech Advisor รายงานว่า  การเพิ่มวิดีโอสามารถเพิ่มอัตราการคลิกได้ 300 เปอร์เซ็นต์

 

วิธีเพิ่มการแปลง:

  • ทำให้กระบวนการเช็คเอาต์ของคุณราบรื่น
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหามีประโยชน์และมีจุดประสงค์
  • ปรับแต่งอีเมลด้วยข้อมูลที่คุณเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าของคุณ

วิธีลดอัตราตีกลับ:

  • ลบที่อยู่ที่ซ้ำกันหรือไม่ถูกต้องออกจากรายการของคุณ
  • อย่าซื้อรายการที่อยู่อีเมล ส่งให้เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนรายการของคุณเท่านั้น
  • ส่งอีเมลยืนยันการสมัครสมาชิกใหม่

 

หากต้องการลดอัตราการยกเลิกของคุณ:

  • ทำให้ลิงก์ยกเลิกการสมัครสามารถมองเห็นและเข้าถึงได้
  • ส่งแบบสำรวจถามว่าทำไมผู้ที่ยกเลิกการเป็นสมาชิกได้ตัดสินใจยกเลิก
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเพียงส่งอีเมลถึงผู้ที่ต้องการรับฟังจากคุณเท่านั้น

 

เพื่อให้รายการของคุณเติบโต:

  • ดึงดูดสมาชิกด้วยป๊อปอัพที่สะดุดตาหรือแบบฟอร์มสมัครใช้งาน
  • เพิ่มปุ่ม“ ส่งอีเมลให้เพื่อน”
  • รวมปุ่มแชร์โซเชียล

 

Email marketing อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้าและผลักดันผลลัพธ์ แต่คุณต้องมีกลยุทธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยการติดตามตัวชี้วัดที่เหมาะสมและรู้ว่าอะไรคืออะไรหรือไม่ทำงานคุณสามารถปรับแต่งแต่ละแคมเปญเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายแล้วให้ใช้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจาก KPI เพื่อเป็นแนวทางในแคมเปญอีเมลของคุณและประสบความสำเร็จ

เมื่อ Email Marketing ต้องเจอกับ Spam Mail

Online Marketing

Spam Mail คือ อีเมล์ที่ส่งไปถึงคนรับโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ถือเป็น อีเมล์ขยะอีกรูปแบบหนึ่งที่ผู้รับและผู้ส่ง ไม่ต้องรู้จักกัน แนวทางของการส่งอีเมล์ คือ การโฆษณาสินค้าหรือบริการต่างๆ ของบริษัทนั้นแบบไม่แพง ง่าย และรวดเร็ว แต่เป็นการกระทำที่นอกกฎหมาย

การส่ง E-mail ประเภทนี้ ส่งผลให้คนรับ E-mail รำคาญ เพราะส่งสิ่งที่ผู้รับไม่ได้สนใจ โดยส่งมาทุกวัน ในปริมาณมาก ทำให้ผู้รับไม่อยากเปิดอ่าน เพราะไม่ใช้กลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง การทำ Spam Mail นี้ ส่วนใหญ่จะมาจากการใช้ โปรแกรมดูดอีเมลอัติโนมัติตามเว็บไซต์ ที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์จำนวนมาก โดยจะดูดอีเมลกี่เว็บไซต์ มากเท่าไหร่ก็ได้ เมื่อได้จำนวนอีเมลที่ต้องการแล้ว ก็เริ่มทำการส่งอีเมลไปถึงผู้รับ ด้วยการใช้โปรแกรมส่งอีเมลแบบอัตโนมัติ

การทำ Spam Mail นั้นแตกต่างจากการทำ Email Marketing อย่างเห็นได้ชัด คือ การที่จะทำ Email Marketing จะต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของอีเมลก่อน จึงจะส่งข้อมูลข่าวสารผ่านอีเมลไปถึงผู้รับได้ ซึ่งมองแล้วเป็นมิตรมากกว่าการทำ Spam Mail  รวมถึงการทำ Email Marketing นั้น ผู้รับมีสิทธิ์ที่จะอนุญาตหรือยกเลิกการรับอีเมลข่าวสารนั้นได้ทุกเวลา ที่สำคัญ การทำ Email Marketing เป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายเพราะเป็นการที่ผู้รับยินยอมที่จะรับข่าวสารจากผู้ส่งด้วยความเต็มใจ และสามารถยกเลิกการได้

เพราะฉะนั้นการทำ Email Marketing จะได้รับความยินยอมจากผู้รับอีเมล และสามารถที่จะเลิกการรับอีเมลข่าวสารได้ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ส่ง ที่ต้องการประชาสัมพันธ์ข่าวสารถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นหลัก นำไปสู่การต่อยอดทางธุรกิจต่อไปในอนาคตได้

เมื่อแบรนด์ทำการตลาดโดยใช้ email marketing services

อีเมล์ (e-mail) ยังคงเป็นวิธีการสื่อสารที่ทั้งมีความส่วนตัวและแฝงความเป็นมืออาชีพอยู่ในตัวเองอย่างครบครัน ดังนั้น เมื่อแบรนด์ใดทำการตลาดโดยใช้ email marketing services แบรนด์นั้นจะสะท้อนความเป็นตัวเอง และสิ่งที่ตัวเองต้องการจะเป็นออกมาให้ผู้รับสารได้เห็น ซึ่งน่าเสียดายที่ผู้ส่งอีเมล์ส่วนใหญ่ขาดความเชี่ยวชาญและกลวิธีที่ดี ส่งผลให้เกิดความรู้สึกในเชิงลบต่อผู้รับสาร

ทั้งนี้ ในแต่ละวันมีการส่งอีเมล์ทั่วโลกประมาณ 2 แสนล้านฉบับ และในสหรัฐอเมริกา บางคนต้องใช้เวลารับส่งอีเมล์วันละเกือบ 6 ชั่วโมง ด้วยเวลาที่ยาวนาน เราจำเป็นต้องใช้ความอดทน เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด จนส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่แย่ๆ ต่อผู้รับสาร ซึ่งเรื่องที่เรามักทำผิดพลาดเกี่ยวกับการส่งอีเมล์ ก็คือ

1. หัวเรื่องคลุมเครือ หรือไม่น่าสนใจ

สิ่งแรกที่เรามองคือ “ใคร” ส่งเมล์มาให้เรา ต่อด้วย “เรื่องอะไร” แม้ว่าผู้รับอีเมล์อาจยังไม่รู้จักเรา แต่ถ้าเนื้อหาของเราชัดเจน ตรงกับความต้องการของผู้รับสาร เขาก็มีโอกาสเปิดอีเมล์อ่านได้

2. ไม่ยอมแนะนำตัวเอง

บางครั้งคุณอาจเคยติดต่อกับผู้รับสาร แต่เขาเองก็ติดต่อกับคนนับร้อยนับพัน อาจจำคุณไม่ได้ในทันที แถมคุณก็ไม่ยอมแนะนำตัว หรือคุยถึงเรื่องราวหรือการประสานงานครั้งเก่าที่เคยทำด้วยกันเอาไว้ สุดท้ายอาจทำให้การติดต่อประสานงานในครั้งนี้ล้มเหลวหรือเสียเวลาโดยใช่เหตุ

3. แนบไฟล์ขนาดใหญ่จนเกินไป

หลีกเลี่ยงการแนบไฟล์ขนาดใหญ่และยากต่อการดาวน์โหลด และควรเรียนรู้วิธีการลดขนาดไฟล์ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการ zip ไฟล์ เพราะผู้รับสารส่วนใหญ่กลัวว่าไฟล์ที่แนบมาพร้อมกับไฟล์ zip อาจมีไวรัสตัวร้ายแฝงมาด้วย

4. แนบลิงค์ที่ไม่เหมาะสม

จากปัญหาด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ การเชื่อมโยงหรือแนบลิงค์ เว็บไซต์ และ URL ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักมากับอีเมล์ จะทำให้ผู้รับสารเกิดความกังวล อึดอัด และไม่กล้าเสี่ยงเปิดลิงค์เหล่านั้น

5. ไม่ควรสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่มีความสำคัญ

ไม่ว่าเราจะรู้จักกับผู้รับสารดีแค่ไหน ก็ไม่ควรสอบถามหรือขอข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความสำคัญ เช่น ข้อมูลเลขบัตรเครดิต รวมถึง Login หรือรหัสต่างๆ ผ่านทางอีเมล์ รวมถึงข้อมูลสำคัญที่ถือเป็นความลับก็ไม่ควรพูดคุยหรือสอบถามผ่านทางอีเมล์เช่นกัน

6. ไม่ตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่ง

เนื้อหาในอีเมล์ สะท้อนความเป็นแบรนด์ออกมา เพราะฉะนั้นเราควรตรวจทานข้อมูลและข้อความก่อนส่งให้เรียบร้อย จะได้ดูมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น รวมถึงไม่ควรแสดงความสนิทชิดเชื้อมากเกินไปเหมือนส่งอีเมล์ไปหาเพื่อน หาแฟน หรือคนในครอบครัว