ช่องทางการตลาด

ธุรกิจโฆษณาถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการใช้ในการสร้างการรับรู้ให้ลูกค้าได้รู้จักแบรนด์ เป็นการโปรโมทสินค้าและบริการวิธีหนึ่ง ซึ่งในธุรกิจโฆษณาก็มีหลากหลายประเภทให้ได้เลือกใช้กัน เมื่อมีความหลากหลายก็ต้องมีความไม่เหมือนในตัวเอง มาดูข้อดีข้อเสียของธุรกิจโฆษณาแต่ละตัวกันเลย

หนังสือพิมพ์ เป็นธุรกิจโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทุกกลุ่ม กว้างขวาง รวดเร็ว แต่ด้วยความรวดเร็วนี้ทำให้โฆษณาขาดความโดดเด่นเพราะต้องเร่งรีบในการทำเพื่อส่งวันต่อวัน อีกทั้งกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นกระดาษที่มีคุณภาพต่ำ ทำให้ภาพและสีไม่สวย

โทรทัศน์ เป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้ง่าย และสร้างความดึงดูดได้ง่ายเพราะมีทั้งภาพและเสียง แต่ข้อเสียของธุรกิจโฆษณาแบบนี้คือ ค่าใช้จ่ายสูง ราคาคิดเป็นนาที ถือว่าต้องลงทนสูงมากหากเลือกโฆษณาประเภทนี้

วิทยุ เป็นหนึ่งช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉพาะกลุ่ม ค่าใช้จ่ายไม่สูงหากเปรียบเทียบกับโฆษณาแบบโทรทัศน์ และด้วยความที่สามารถออกอากาศทางเสียงได้เพียงอย่างเดียว จึงทำให้เป็นข้อด้อยของธุรกิจโฆษณาประเภทนี้ เพราะบางทีอาจจะสื่อความหมายไม่ชัดเจนหรือไม่น่าสนใจเพียงพอ

สื่อออนไลน์ ช่องทางธุรกิจโฆษณาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ณ ตอนนี้ เพราะไม่มีเวลาจำกัดในการโฆษณา ราคาไม่แพง ต้นทุนต่ำ และด้วยความที่ต้นทุนต่ำจึงทำให้เกิดการแข่งขันกันสูงขึ้น ต้องสร้างความแตกต่างหรือความน่าสนใจเพื่อจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าธุรกิจโฆษณาแต่ละประเภทมีข้อดี ข้อเสีย และให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณสามารถเลือกช่องทางในการทำการตลาดให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้

 

แปลงข้อความรูปภาพ ผ่าน LINE PC

วันนี้เราจะมาแนะนำ วิธีการแปลง ข้อความในรูปภาพให้เป็นตัวอักษรผ่าน LINE PC ลูกเล่นใหม่ของ Line ที่จะช่วยลดเวลาในการทำงานของคุณให้สั้นลง ซึ่งสามารถทำในห้องแชทบน LINE PC ได้ และยังสามารถทำได้หลายวิธี ตามนี้เลย

วิธีที่ 1 : เข้าไปที่ห้องแชท แล้วคลิกขวาที่รูปภาพที่ต้องการแปลงภาพเป็นข้อความ แล้วเลือกที่คำว่า “แปลงเป็นข้อความ” เพียงเท่านี้ข้อความในภาพก็จะถูกแปลงออกมาเป็นตัวอักษรทันที

วิธีที่ 2 : กดเข้าไปที่รูปภาพ คลิกไอคอน “แปลงเป็นข้อความ” ที่มุมขวาล่างของรูปภาพ

วิธีที่ 3 : ใช้ Capture Tool ครอปข้อความที่ต้องการ แล้วคลิกไอคอน “แปลงเป็นข้อความ” ก็ได้เช่นกัน

ฟีเจอร์นี้ต้องใช้บนเวอร์ชัน 15.13 ขึ้นไปเท่านั้น สามารถรองรับการแปลงภาพเป็นภาษาอังกฤษ ไทย ญี่ปุ่น จีน และอินโดนีเซีย

โฆษณาสินค้าด้วย Content Marketing

Content Marketing เป็นเครื่องมือทาง Digital Marketing ที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งจากผลการสำรวจในปี 2017 พบว่าร้อยละ 90 ขององค์การต่างๆ ทั่วโลกเลือกใช้ Content Marketing ในการโฆษณาสินค้าบริษัทตัวเอง และเฉลี่ยงบประมาณกว่าร้อยละ 25 ให้กับการทำ Content Marketing

Content Marketing คืออะไร? การทำคอนเทนต์ คือ การทำการตลาดโดยที่ผู้ประกอบการสร้าง Content ในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา ไม่จำกัดว่าจะเป็นในรูปแบบเนื้อหา, วิดีโอ, Infographic หรืออื่นๆ ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างปฎิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้า ทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำในแบรนด์ รวมถึงทำให้ลูกค้าจงรักภักดีกับแบรนด์ด้วย
ซึ่งการทำ Content Marketing เพื่อโฆษณาสินค้าให้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้ฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่การจะทำให้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบนั้น ผู้ประกอบการต้องรู้จักการเตรียมตัวที่ครอบคลุมเสียก่อน วันนี้ NIPA Technology จึงจะพาทุกคนไปรู้จัก 2 สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มทำ Content Marketing

  1. สำรวจแบรนด์ก่อนทำ Content Marketing
    การสำรวจแบรนด์ก่อนเริ่มทำ Content Marketing ถือเป็นก้าวแรกที่จะพาธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จ เพราะหากคุณเข้าใจในแบรนด์ของตัวเองแล้ว คุณจะรู้ทิศทางที่ต้องการพาแบรนด์ไป โดยสิ่งที่คุณต้องสำรวจจากแบรนด์ของคุณ คือ
    1.1) สำรวจกลุ่มเป้าหมาย : ค้นหาว่ากลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นลูกค้าของคุณคือใคร เพื่อให้ง่ายต่อการวางกลยุทธ์และรูปแบบการเขียน Content เช่น เพศ อายุ พฤติกรรม ความสนใจ ฯลฯ
    1.2) กำหนดบุคคลิกของแบรนด์ : บุคคลิกของแบรนด์ (Brand Personality) มีความสำคัญอย่างมาก แบรนด์ต้องกำหนดบุคคลิกให้ชัดเจนว่า หากนำแบรนด์ไปเปรียบเทียบกับคน แบรนด์คุณจะเป็นคนเพศไหน อายุเท่าไหร่ ลักษณะนิสัยอย่างไร เพื่อให้การเขียน Content เป็นไปได้ง่าย
    1.3) จุดอ่อน-จุดแข็งของแบรนด์ : คุณต้องทราบว่าแบรนด์ของตัวเองมีจุดออ่อน จุดแข็งตรงไหน เพื่อใช้ Content เป็นอาวุธในการอุดช่องโหว่ และทำให้แบรนด์แข็งแกร่งขึ้นเพื่อรับมือกับคู่แข่ง
    1.4) สำรวจคู่แข่ง : เพื่อปรับแผน Content ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
  2. การวางแผนระยะยาวในการทำ Content Marketing เพื่อโฆษณาสินค้า
    หลายองค์กรมักคิดว่าการทำ Real- Time Content โดยเอาเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสบนโลกออนไลน์มาผูกโยงกับแบรนด์จะช่วยทำให้เกิด Engagement  (Like, Share, Comment) มากกว่าการทำ Content แบบวางแผนล่วงหน้า โดยหารู้ไม่ว่าการทำแบบนั้นจะทำให้ทิศทางการนำเสนอเนื้อหาบนหน้า Page หรือ Website ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
    ดังนั้นการโฆษณาสินค้าด้วย Content ที่ถูกต้องจึงควรมีการวางแผนระยะยาวเตรียมไว้ ว่าในเดือนแรกจะทำอะไร และเดือนต่อไปจะทำอะไร โดยกำหนดหัวข้อ Content ไว้คร่าวๆ เช่น เดือนแรกเป็นการทำ Content เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์ด้วยการเน้นทำ Content รูปแบบ Knowledgeและต่อมาในเดือนที่สองจึงจะเริ่มเปลี่ยนไปขายสินค้า

โล่ฟ้า LINE@ ต่างกับโล่เทา

สัญลักษณ์โล่เทากับโล่ฟ้าที่แสดงคู่กับชื่อบัญชีนี้ เวลาเราแอดบัญชี LINE ธุรกิจบางเจ้า มันคืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างวันนี้เราจะมาอธิบายความแตกต่างให้กันค่ะ

โล่เทา คือบัญชีทั่วไป (Standard Account) หรือบัญชีที่ยังไม่ได้รับรอง เหมาะกับร้านค้าหรือธุรกิจทั่วไปที่คุยกับลูกค้ากลุ่มเล็กๆ หรือพนักงานในบริษัท เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าแอคเค้าท์นี้เป็นแบบทั่วไป ไม่มีการรับรองว่าถูกเปิดขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจ และไม่มีสิทธิ์ในการแสดงผลการค้นหาเวลาลูกค้าเสิร์ชชื่อร้านค้าหากยังไม่ได้ Add หรือ Follower กัน

โล่ฟ้า คือบัญชีที่ผ่านการรับรองแล้ว (Approved Account) เหมาะกับร้านค้าหรือธุรกิจมืออาชีพที่ต้องการใช้ LINE@ เพื่อขายของ โปรโมท และประชาสัมพันธ์ มีไว้เพื่อรองรับการทำการตลาดและเพิ่มยอดขาย เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าธุรกิจนี้ผ่านการรับรองจาก LINE Corp. ประเทศไทยเรียบร้อยแล้วว่ามีตัวตนจริง เชื่อถือได้ เพราะผ่านการยื่นเอกสารประกอบการทำธุรกิจหรือมีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเป็นตัวยืนยันเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการสร้างความอุ่นใจเวลาพูดคุยซื้อขายสินค้าให้ลูกค้าได้ดีเลยค่ะ

ข้อดีของแอคเค้าท์โล่ฟ้า คือการเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นด้วยการเสิร์ชนั่นเอง เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้ Add หรือ Follower กันก็ตาม แต่ถ้าเสิร์ชเป็นชื่อร้าน ชื่อแบรนด์ หรือคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ชื่อแอคเค้าท์ก็จะปรากฎขึ้นมาทันที

รูปแบบ E-mail Marketing ที่ควรรู้

เครื่องมือการตลาดที่หลายคนมักมองข้ามไปในหลายๆ ครั้งนั่นก็คือ E-mail Marketing ซึ่งการทำ E-mail Marketing หากทำให้ดีจะเป็นประโยชน์มากต่อธุรกิจ เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง สามารถนำเสนอข้อมูล และทำให้เกิดการขายได้ทันที

E-mail Marketing ที่ดีจะส่งผลดีหลายอย่างให้กับธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นกระแส การรับรู้ การขาย หรือแม้กระทั่งการทำให้เกิด Customer Loyalty ได้ เราสามารถสร้างสรรค์อีเมลดีๆ เพื่อนให้ตอบโจทย์และเข้าถึงลูกค้าได้ด้วย 5 รูปแบบของ E-mail Marketing ที่ควรรู้และนำไปปรับใช้ให้ถูกจุด

  1. Behavioral Emails : เป้าหมายของอีเมลนี้คือการเชิญชวน กระตุ้น และตอบสนองต่อพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เช่น การตอบสนองต่อความเห็น การแนะนำ หรือการยกเลิกสมาชิก เป็นต้น อีเมลลักษณะนี้ควรมีวิธีการดีไซน์อีเมลเพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจอยากเปิดดู อาจใช้เป็นข้อความดึงดูดสั้นๆ ที่เรียบง่าย แต่ต้องมีความดึงดูดในระดับหนึ่ง
  2. Inaugural Emails : เป้าหมายของอีเมลนี้คือการแสดงความยินดี และต้อนรับลูกค้า เช่น อีเมลแสดงความยินดีที่ได้รับรางวัล ยินดีที่มาสมัครสมาชิก เป็นต้น อีเมลลักษณะนี้ควรใช้ข้อความ หรือรูปภาพที่สร้างสรรค์ เพื่อจะได้เป็นแรงกระตุ้นให้ลูกค้าอยากเปิดอ่าน
  3. Promotional Emails : เป้าหมายของอีเมลนี้คือการขายของ หรือประกาศเรื่องใดเรื่องหนึ่งสู่กลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจ หรือกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น การประกาศลดราคา ประกาศกิจกรรม ประกาศสินค้าออกใหม่ หรือการสมนาคุณ เป็นต้น ควรใช้ภาพใหญ่ๆ ตัวอักษรใหญ่ๆ ใช้สีที่มีความดึงดูด และสามารถกระตุ้นความต้องการได้
  4. Punctual Emails : อีเมลนี้มีเป้าหมายเฉพาะตัว ออกแบบมาเพื่อบอกเหตุการณ์สำคัญ หรือชี้แจงข้อมูลที่มีความอ่อนไหว เช่น ประกาศการเปลี่ยนแปลงราคา ชี้แจงข้อมูลความปลอดภัย เตือนความจำในการใช้งานหรือบริการ เป็นต้น อีเมลลักษณะนี้ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ บางทีอาจมีการระบุระยะเวลา เช่น เงื่อนไขต่างๆ เอาไว้ด้วย
  5. Notification Emails : เป็นอีเมลที่มีวัตถุประสงค์ในการชี้แจงลูกค้าในเรื่องต่างๆ เช่น ความผิดพลาดในการใช้งาน การเตือนหรือการยืนยันการซื้อของ การแจ้งรีเซตรหัสผ่าน เป็นต้น อีเมลลักษณะนี้ควรออกแบบให้สั้น ง่ายต่อความเข้าใจ และแสดงถึงกิจกรรมหรือรายละเอียดเรื่องนั้นให้ชัดเจนเพียงเรื่องเดียว

การทำการตลาดผ่าน E-mail Marketing นั้นไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ สิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้ว่าจะสื่อสารอะไรกับลูกค้า และเลือกใช้อีเมลเหล่านั้นให้ถูกรูปแบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

วิธีทำ Digital Marketing ให้เห็นผล

เราจะเห็นว่าการทำการตลาดแบบ Digital Marketing กำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน หลายๆ ธุรกิจกำลังเลือกทำ Digital Marketing เพื่อกระตุ้นยอดขายและเพิ่มจำนวนลูกค้าของแบรนด์ตัวเอง แล้วจะทำยังไงให้การทำ Digital Marketing ของเราปัง แบรนด์เป็นที่รู้จัก วันนี้เราได้รวบรวมวิธีทำ Digital Marketing ให้ปังเห็นผลมาแนะนำ

      Digital Marketing ในตอนนี้เริ่มมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีการปรับตัวเข้าหา Algorithm ต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบอยู่ทุกวัน และการเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมและความชอบของกลุ่มเป้าหมาย ด้วยความที่เทรนด์การทำการตลาดผ่าน Digital Marketing กำลังเป็นที่นิยมทำให้มีคู่แข่งมากขึ้น แล้วจะทำยังไงให้การทำ Digital Marketing ได้ผล วันนี้เราจะมารู้จัก 5 วิธีทำ Digital Marketing ให้ปังเห็นผล

 

  1. Content ต้องเด็ด

Content เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำ Digital Marketing เพราะ Content ทำให้เกิดการรับรู้ เปรียบเทียบ ซึ่งสิ่งนี้เองจะส่งผลต่อการตัดใจซื้อสินค้าและบริการเป็นอย่างมาก และยังผลในการกระตุ้นเพื่อให้เกิดความต้องการและสนใจมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น Content จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเนื้อหาและรูปแบบ

  1. เข้าใจ Platform

การทำ Digital Marketing แบบไม่สนใจ Platform ของเครื่องมือประเภทต่างๆ จะส่งผลให้การทำ Digital Marketing ของคุณไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นควรมีการทำความเข้าใจกับ Platform ของสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, twitter, Instagram เพื่อให้สามารถสร้างแผนและลงมือทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

  1. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

อีกหนึ่งปัญหาที่เจอกันมากก็คือการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายไม่รู้เรื่อง หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือคุยกันคนละภาษานั่นเอง ซึ่งปัญหานี้เกิดจากการที่ไม่เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไรหรือชอบอะไร ทำให้ไม่ว่าจะทำ Digital Marketing ออกมาดีแค่ไหนก็ไม่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย

  1. วัดผลและวิเคราะห์

สิ่งสำคัญสิ่งสุดท้ายในการทำ Digital Marketing ให้ปัง ก็คือการวัดผลและวิเคราะห์ผล เพื่อนำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ในแต่ละเดือนหรือแต่ละโปรเจกต์ มาปรับปรุงการทำงานในแผนงานต่อไปได้อีกด้วย

 

จะเห็นได้ว่ามีหลายครั้งที่การทำ Digital Marketing ไม่ประสบความสำเร็จ นั่นเป็นเพราะทำ Digital Marketing แบบผิดวิธี แน่นอนถ้าหันมาให้ความสำคัญในการทำ Digital Marketing จะทำได้การทำ Digital Marketing ประสบความสำเร็จแน่นอน

 

GitLab ซอฟแวร์เทรนด์ใหม่

ในช่วงปีที่ผ่านมา GitLab นั้นได้กลายมาเป็นเทรนด์ใหม่ในโลก Opensource ไปแล้ว เพราะมีโครงการดังๆ หลายตัวได้มีการย้ายระบบจัดการ Source Code จากของตัวเอง เปลี่ยนมาเป็นใช้บริการของ GitLab แทน

โดย GitLab เป็น Software ที่ถูกพัฒนาขึ้นจาก Git ซึ่งทำ 2 หน้าที่หลักด้วยกัน นั่นคือ เข้ามาช่วยจัดการเก็บ Source Code ของแต่ละโปรเจค (Git Repository) และจัดการ CI/CD (Continuous Integration and Continuous Delivery) นั่นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว GitLab สามารถทำ และจัดการได้หลายอย่างมาก เช่น

☑ จัดการ Project หรือ Repository
☑ Pipeline, Jobs, Schedules, Environments สำหรับ CI/CD
☑ Graph, Charts สำหรับ Project หรือ Repository

☑ สร้าง Issues เพื่อแจ้งปัญหาต่างๆ
☑ การเขียน Wiki เพื่อเก็บเป็นความรู้ไว้สำหรับโปรเจคนั้นๆ
☑ เปิดหัวข้อสำหรับการพัฒนาความสามารถใหม่ๆ

ซึ่งเหตุผลหลักๆ ที่หลายโครงการตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้บริการจากทาง  GitLab ก็เพราะว่าตัว Software ของ GitLab มีระบบการจัดการโครงการที่มีความพร้อมทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบจัดการ Source Code ระบบจัดการ BUG  ไปจนถึงระบบ Hosting และถึงแม้ว่าระบบจัดการ Source Code ของ GitLab จะมีส่วนคล้ายกับ GitHub ที่หลายคนเคยได้ใช้มาก่อน แต่เพราะภายใน GitLab มีเครื่องมือจัดการด้าน CI/CD ทำให้หลายคนเห็นถึงจุดแตกต่างนั่นเอง

ปัจจุบันทาง GitLab เองก็ได้มีการปรับนโยบายต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้งาน Opensource ได้มีความสะดวกมากขึ้น โดยเปิดกว้าง อนุญาตให้เชื่อมต่อกับ Hosting รายอื่นๆ เช่น BitBucket ผ่าน API ได้แล้ว โอกาสนี้เลยทำให้ Opensource ที่อยู่บน GitLab สามารถใช้บริการ CI/CD Free Version ได้ทันที หรือแม้แต่ลูกค้าที่เป็นองค์กรเองก็จะได้รับโอกาสจากการเปิดกว้างของ GitLab ไปด้วย

Planner Application อีเว้นท์ต้องมี

ใครที่อยู่ในวงการจัด งานอีเว้นท์ ต่างต้องเคยเจอกับช่วงงานล้นมือกันมาแล้วแน่นอน แถมยังต้องคอยดูงานที่เพิ่มขึ้นมาในทุกๆ วันอีก แต่สิ่งที่จะทำให้งานดำเนินไปอย่างลุล่วงได้ดีก็คือการบริหารจัดการงานทุกอย่างให้เสร็จตามที่คาดการณ์เอาไว้ เราเลยจะมาแนะนำแอปพลิเคชันผู้ช่วยสำหรับการจัดการงานต่างๆ ให้ชีวิตการทำงานของคุณเป็นระเบียบมากขึ้นกันค่ะ

 

Awesome Calendar Lite

ผู้จัดงานอีเว้นท์คนไหนที่ชอบปฏิทินสไตล์เรียบง่าย สะอาดตา แอปนี้ถือว่าตอบโจทย์เลยนะคะ เพราะ ตารางปฏิทินยาวพอที่จะสามารถใส่ได้หลายๆ Task แถมเป็นระเบียบ และอ่านง่ายสุดๆ

Calendars by Readdle

เป็นแอป Template ที่สามารถแยกสี Background ได้ ทำให้เวลาแบ่ง Task งานสามารถเห็นได้ชัดเจนขึ้นสามารถแบ่งตามประเภท ทำให้เข้าใจง่าย ต่อให้มีงานอีเว้นท์เยอะแค่ไหนก็ไม่สับสนแน่นอน

Planner Pro – Daily Calendar

เหมาะกับคนที่ต้องดูแลงานอีเว้นท์หลายงานจนจำไม่ได้ เพราะแอปนี้สามารถสร้าง Task ซ้อนกันได้เรื่อยๆ แถมดีไซน์ของแอปเองก็ยังดูสวย เรียบง่าย สไตล์มินิมอล คงเป็นแอปที่ถูกใจใครหลายๆ คนแน่

Do! – Simple To Do List

เป็นแอปที่ใช้งานง่ายภายใน 5 นาที เหมาะกับผู้จัดงานอีเว้นท์เป็นพิเศษ เพราะสามารถแบ่ง Section ได้หลายประเภท แถมยังมีลูกเล่นเป็น Sound Effects เวลามีแจ้งเตือนอีกด้วย

Calendar + Schedule Planner App

แอปนี้สามารถ Sync รายละเอียดต่างๆ จาก Google Calendar ได้ แถมใช้งานง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าผู้จัดงานอีเว้นท์คนไหนคุ้นเคยกับ Google Calendar เราขอแนะนำเลยค่ะ

 

แต่ถ้าคุณไม่ได้ทำงานในวงการอีเว้นท์ แล้วอยากให้ชีวิตการทำงาน หรือชีวิตประจำวันที่เป็นระเบียบมากขึ้น ก็สามารถดาวน์โหลดแอปเหล่านี้ติดเครื่องไว้ด้วยก็ได้นะคะ รับรองว่ามันจะช่วยให้การดำเนินชีวิตของคุณจะมีระเบียบมากขึ้นอย่างแน่นอน

Promote facebook ช่วยเสริมแบรนด์

แบรนด์คือ สัญลักษณ์ รูปแบบ ดีไซน์ หรือการสื่อสารอะไรก็แล้วแต่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อระบุสินค้าหรือบริการนั้น เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งนั่นเอง แล้วเราจะทำอย่างไรกับแบรนด์ที่พึ่งสร้างของเรา ให้โด่งดังและเป็นที่จดจำของลูกค้า เมื่อลูกค้านึกถึงสิ่งนี้แล้วแบรนด์เราจะเข้าไปอยู่อันดับต้นๆเลย ซึ่งในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องง่ายมาก โดยใช้ตัวช่วยอย่าง Facebook ในการช่วยโปรโมท วันนี้เราก็มาดูกันถึง 5 เบสิคที่ช่วยให้แบรนด์ของคุณดัง โดยใช้การ Promote facebook

1.โฟกัสจุดขายเพียงจุดเดียว

หากแบรนด์ของคุณมีจุดขายเด่นๆหลายข้อ ให้เลือกมาเพียงจุดขายเดียวที่เด็ดและเด่นที่สุด เนื่องจากในปัจจุบัน Facebook มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น ดังนั้นการเลือกมาหลายๆข้อจึงไม่เหมาะสม ที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่า เพื่อตอกย้ำจุดเด่นนั้น ขยี้จุดเด่นนั้นให้ลูกค้าจดจำได้ง่ายขึ้น

2.Content ต้องเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน

สร้าง Content ให้เชื่อมโยงทุกเรื่องไปที่จุดขายนั้นที่เราได้เลือกไว้จากข้อแรก เพื่อทำให้เวลาลูกค้าเข้ามาอ่าน หรือสนใจในสินค้าและบริการสามารถรู้ได้ทันทีว่าจุดขายนั้นของเราคืออะไร

3.เน้นกับการแก้ปัญหา

ลูกค้าบน Facebook ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการจากเราในทุกๆวัน เราจึงควรจะเลือกโพสต์ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราสามารถแก้ไขปัญหานั้นให้เขา และทำให้นึกถึงเราเป็นอันดับแรกเมื่อพบกับปัญหานั้น นอกจากนั้นถ้าเกิดการบอกต่อจะเป็นสิ่งที่ดีมาก

4.จำเป็นต้องซื้อโฆษณาจาก Facebook

ไม่ว่าโพสต์ของคุณจะดีแค่ไหน ก็ต้องซื้อโฆษณา Facebook เพราะทำให้ลูกค้าเห็นโพสต์ได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการกระจายไปหากลุ่มเป้าหมายได้ตามที่เราต้องการ แนะนำให้ซื้อโฆษณา Facebook โดยใช้ Adverds Manager เพราะฟังค์ชั่นตัวนี้มีฟีจเจอร์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดกว่าการ Boost Post

5.ความสม่ำเสมอ

เป็นสิ่งที่วัดใจของเจ้าของแบรนด์ คุณต้องเข้าใจแบรนด์ของตัวเองจริง ต้องค่อยๆ ปรับปรุงและแก้ไขในผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ เพราะมันจะช่วยสร้างฐานของแบรนด์ให้แข็งแรง และคุณจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ของคุณอย่างสม่ำเสมอด้วยเพื่อให้กลุ่มลูกค้าคิดและเข้าใจว่าแบรนด์ของคุณมีการพัฒนาและเติบโตอยู่ตลอดเวลา ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความน่าเชื่อถือ

วิธีที่จะทำให้แบรนด์ของคุณดังและเป็นที่จดจำ ไม่ว่าจะใช้การ Promote facebook หรือวิธีใดๆก็ตาม มันไม่มีวิธีหรือเบสิคที่ตายตัวเสมอไป ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะปรับใช้วิธีต่างๆให้เหมาะสมกับแบรนด์ของคุณอย่างไร

จัดงานอีเว้นท์ผ่านการใช้ Social Media

การจัดงานอีเว้นท์ในปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกต่อไป เพราะกว่าแต่ละงานจะสำเร็จได้ ต้องมีการวางแผน และการเลือกใช้เครื่องมืออื่นๆ เข้ามาช่วยในการโปรโมทด้วย ซึ่งเครื่องมือที่เราต้องใช้ในตอนนี้ก็คือ Social Media นั่นเอง เราจึงขอนำขั้นตอนในการทำงานอีเว้นท์ให้ประสบความสำเร็จโดยการใช้สื่อ Social Media มาฝากกันค่ะ

 

  1. เริ่มจากการสร้างกระแส เช่น การสร้างกระแสด้วยการโปรโมท VDO หรือการเปิดให้ลงทะเบียนเข้างาน ซึ่งเราไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้งานเริ่มจริงๆ แต่สามารถเปิดให้ลงทะเบียนผ่าน Facebook Event, Event Brit ได้เลย เป็นต้น
  2. สร้าง Buzz ผ่านการ Sharing อาจทำเป็นกิจกรรมให้ทุกคนมาแชร์รายละเอียด หรือแชร์ภาพการโปรโมทงานอีเว้นท์ผ่านทาง Social Media พื้นฐาน เช่น Facebook, Instagram, Line หรือ Twitter เพื่อลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษท้ายงาน แต่เราก็ต้องมี Social Sharing ในเว็บไซต์รองรับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนสามารถแชร์ได้ง่ายขึ้นด้วย
  3. มี Official Hashtag ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่างานอีเว้นท์ในปัจจุบันจะมีการใช้ Hashtag เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือ Twitter แต่บางช่องทางก็ต้องระวังในเรื่องของการใช้งานด้วย อย่างเช่น ใน Twitter อาจกลายเป็นการสแปมได้
  4. ทำ Q&A เปิดโอกาสให้มีการถาม – ตอบ เพื่อย้ำเตือนถึงรายละเอียดที่เคยเผยแพร่ไป ว่าคนที่ต้องการมาร่วมงานนั้นเข้าใจตามที่เราบอกไปแล้วหรือไม่ โดยการรวบรวมคำถามทั้งหมด และตอบคำถามให้อยู่ในโพสต์เดียว เพื่อความสะดวกในการให้ข้อมูล
  5. เปิด Broadcast event หรือการ Live สด เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ มีส่วนร่วมกับงาน และได้เห็นบรรยากาศของงานโดยที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่มี Internet กับโทรศัพท์ก็สามารถ Live สด โชว์บรรยากาศภายในงาน กระตุ้นให้คนอยากออกมาร่วมงานได้อีกทาง

 

นอกจากการใช้ Social Media จะมีประโยชน์ในการสร้างกระแสให้กับงานอีเว้นท์แล้ว เรายังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปเช็ค Feedback อื่นๆ ได้อีกด้วย