ลงโฆษณา youtube ให้ปัง

Youtube ถือว่าเป็นเว็บไซต์อันดับต้นๆ ที่คนมักจะเลือกใช้เป็นแหล่งในการดูคลิปวิดีโอต่างๆ รวมไปถึงรายการโปรด ซึ่งถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย แถมยังเปิดให้ดูกันแบบฟรีๆ เรียกได้ว่าตอบโจทย์การใช้งานกับคนทุกเพศทุกวัยเลยก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่คิดจะทำการตลาดแบบออนไลน์ เพราะการลงโฆษณาสินค้า หรือบริการต่างๆ ผ่าน Youtube ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ถ้าเราลงโฆษณา youtube แบบไม่รู้ทริคหรือวิธีที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้การลงทุนของเราสูญเปล่าลงไปได้ วันนี้เราจึงมีทริคเด็ดๆ เกี่ยวกับการลงโฆษณา youtube มาฝาก ตามมาดูกันเลยดีกว่าว่ามีทริคอะไรที่น่านำไปใช้บ้าง

ลงโฆษณาให้สอดคล้องกับวิดีโอที่จะนำโฆษณาไปแทรก

เมื่อเรามีสินค้าหรือบริการที่เราต้องการจะขาย แน่นอนว่าเราจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายของเราให้ชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นหากสินค้าของเราเหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งานแบบไหน เราก็สามารถที่จะนำโฆษณาของเราไปแทรกคลิปวิดีโอต่างๆ ที่คาดว่ากลุ่มเป้าหมายของเราจะกดเข้าไปดู เช่น กลุ่มเป้าหมายของเราเป็นกลุ่มวัยรุ่น วิดีโอที่เราจะนำโฆษณาไปแทรกก็อาจจะเป็นคลิปที่อยู่ในกระแส หรือสิ่งที่คาดว่าวัยรุ่นน่าจะชอบดู ซึ่งจุดนี้จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลดีต่อธุรกิจของเรา

นำเสนอเนื้อหาตอนต้นคลิปให้น่าสนใจ

โฆษณา youtube บางประเภท เป็นโฆษณาที่กดข้ามได้หลังจากเล่นไปแล้ว 5 วินาที ซึ่งจุดนี้ หากเราสามารถสร้างโฆษณาของเราให้เป็นที่ดึงดูดได้ตั้งแต่ 5 วินาทีแรก ก็มีสิทธิ์ที่คนจะไม่กดข้าม และดูโฆษณาของเราจนจบ ซึ่งอาจจะใช้เพลงที่กระตุ้นอารมณ์ร่วมของผู้ชมต่อโฆษณา หรือเปิดมาด้วยวลีเด็ดๆ รวมไปถึงการตั้งคำถามต่างๆ ตั้งแต่ต้นคลิป เพื่อให้คนสนใจที่จะหาคำตอบ ซึ่งเป็นใบเบิกทางที่ดีที่จะทำให้เขารู้จักสินค้าหรือบริการของเรามากขึ้น

ภาพนิ่งไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี

เนื่องจากเว็บไซต์ Youtube เป็นคลังรวบรวมคลิปวิดีโอหลายต่อหลายคลิปไว้ด้วยกัน ดังนั้นการลงโฆษณา youtube ก็ควรที่จะเป็นวิดีโอเช่นกัน หากเราใช้แค่ภาพนิ่ง ไม่มีเสียงประกอบ หรือลูกเล่นใดๆ แน่นอนว่าสินค้าหรือบริการนั้นๆ ของเราย่อมไม่เป็นที่จดจำอย่างแน่นอน ซึ่งจุดนี้ ทำให้การลงโฆษณา youtube ของเราเปล่าประโยชน์ไปโดยอัตโนมัติ

ทริคในการลงโฆษณา youtube นั้นถือว่าไม่มีอะไรที่แน่นอนตายตัว หากเราเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับธุรกิจของเรา แน่นอนว่าจะสามารถเปลี่ยนสิ่งที่หลายๆ คนรำคาญตา อย่าง โฆษณา youtube ให้กลายเป็นคลิปที่ดึงดูด และเพิ่มฐานลูกค้าได้อย่างไม่ยากเย็นเลยทีเดียว

 

Email Marketing แคมเปญถาวร

การทำการตลาดสมัยนี้ จำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์อยู่สม่ำเสมอ เพราะมีการแข่งขันกันอย่างสูง นอกจากการส่งอีเมลหาลูกค้าอย่างเดียวไม่เพียงพอ ที่จะมัดใจลูกค้าให้ซื้อผลิตภัณฑ์ หรือบริการได้จึงต้องมีการทำแคมเปญขึ้น

คำว่า “แคมเปญถาวร” เป็นแคมเปญอย่างหนึ่งที่ไม่สิ้นสุดที่การขาย แต่ยังคงดำเนินต่อไปตลอดทั้งวงจรชีวิตของลูกค้า Email Marketing ควรจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แบรนด์ต้องมองไปไกลกว่าเป้าหมายโดยตรงในการสร้างความสัมพันธ์และเริ่มการติดต่อในระยะยาว วิธีการที่แคมเปญด้านการตลาดทางอีเมลแบบถาวรสามารถสร้างความผูกพันระยะยาวได้

ผนวกรวมการสนทนาเนื้อหาและบริบท

ในการตรวจสอบให้แน่ใจต่อการมีส่วนร่วม นักการตลาดต้องศึกษาความสัมพันธ์กันของ 3 ส่วนหลักของแคมเปญอีเมลคือ บริบท,เนื้อหา และ การติดต่อสื่อสาร

บริบทอีเมล อธิบายถึงสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างแบรนด์กับบริษัทคู่แข่ง ตอบคำถามของผู้บริโภคว่าทำไมต้องสนใจแบรนด์ของคุณ

เนื้อหาอีเมล แสดงให้เห็นว่าคุณเข้าใจว่าลูกค้าของคุณคือใคร ที่อยู่ทางด้านนอกของบริบทของแบรนด์ของคุณ ในขณะที่ไม่ได้ผลักดันการขาย เนื้อหาอีเมลจึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

การติดต่อสื่อสาร การสร้างการสนทนาเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ที่อยู่ในอีเมล การสนทนาเหล่านี้ควรจะรวมถึง call-to-action โดยปกติแล้วการขายเป็นจะเป็นการบรรลุเป้าหมาย Email Marketing จะระดมผู้บริโภคโดยให้พวกเขาแบ่งปันข้อมูลกันบนเครือข่ายทางสังคมหรือการซื้อสินค้า

 

ระบุเมื่อลูกค้าพร้อมที่จะซื้ออีกครั้ง

นักการตลาดจะต้องมีความสามารถในการระบุเมื่อลูกค้าพร้อมที่จะซื้ออีกครั้ง นักการตลาดจะเห็นว่าความล้มเหลวในการระบุเมื่อลูกค้าพร้อมที่จะซื้อทำให้พลาดโอกาสสำคัญในการขาย ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณความผิดปกติบนเว็บไซต์ของบริษัทของคุณ ตัวอย่างเช่นอาจระบุว่าลูกค้าพร้อมที่จะสั่งซื้อได้ เมื่อมีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นและควรปรับแต่งอีเมลที่ส่งให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

 

อ้าแขนรับสิ่งกระตุ้น

จากการศึกษาแบรนด์หลักๆ สัญญาณที่บ่งบอกว่าผู้บริโภคจะมีความสนใจในแบรนด์คือ การส่ง Email ของพวกเขาและการวางรายการในรายการสินค้าในรถเข็น เมื่อผู้บริโภคมีการจัดซื้อ แบรนด์สามารถใช้การส่งข้อความที่มีอิทธิพลในการกระตุ้นพวกเขาในอนาคต ตัวอย่างเช่น หากมีรายการอยู่ในตะกร้าซื้อสินค้าออนไลน์ แบรนด์สามารถส่งข้อความเตือนให้ลูกค้าของตนที่กำลังจะละทิ้งสินค้าในตะกร้าสินค้าได้หากอีเมลไม่มีอิทธิพลต่อการซื้อแล้วข้อมูลจากประวัติการท่องเว็บของคุณยังคงสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเนื้อหาและจัดให้บริการในการส่งข้อความในอนาคตได้

 

คิดเหมือนลูกค้า

การสื่อสารจากแบรนด์ไม่ควรดูเหมือนหุ่นยนต์ ผู้บริโภคจะไม่ต้องแปลกใจถ้าพวกเขาได้รับการขอให้อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน เหมือนกับแคมเปญที่ดีมักมีการวางเป้าหมายไว้ในใจ ด้วยการคิดเหมือนกับลูกค้าคุณสามารถระบุเวลาที่เหมาะสมเพื่อทำให้ถามอย่างเหมาะสมและดำเนินการตามเป้าหมายของคุณได้

Digital Signage สื่องานอีเว้นท์

สมัยนี้การทำโฆษณาต้องโดดเด่นและน่าสนใจ เพื่อให้ผู้ที่พบเห็นสะดุดตา Digital Signage จึงมาทดแทนป้ายประกาศแบบธรรมดา ซึ่งจอสามารถแสดงรายละเอียดของข้อมูลสินค้าได้ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว เรามักจะพบเห็นได้ในงานอีเว้นท์

เพราะมันสามารถโต้ตอบกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเพิ่มความประทับใจ และประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าได้ ซึ่งวันนี้เรามาพูดถึงประโยชน์ของ Digital Signage เพิ่มเติมกันดีกว่าว่าจะสามารถช่วยอะไรในการจัดงานอีเว้นท์ได้บ้าง

 

 ให้ข้อมูลได้มากขึ้น

เพราะเครื่อง Digital Signage สามารถสื่อสาร ให้ข้อมูลทั้งหมดกับผู้เข้าร่วมงานอีเว้นท์ได้ เพียงแค่กดบนหน้าจอ รายละเอียดของสินค้า หรือรูปแบบของสินค้าก็จะแสดงข้อมูลขึ้นมาทันที

 

ส่งข้อความได้อย่างรวดเร็ว

พวกภาพ Real – Time / ผลคะแนน หรือคำแนะนำต่างๆ ที่อยู่ภายในงาน ผู้จัดงานอีเว้นท์ก็สามารถนำขึ้นแสดงผ่านจอ Digital Signage ได้

 

ลดภาระของพนักงาน

Digital Signage เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถทำให้ผู้เข้าชมงานอีเว้นท์ลดความต้องการในการขอความช่วยเหลือจากพนักงานได้ เพราะเราสามารถใส่ข้อมูลต่างๆ ที่อยากนำเสนอลงไปได้อย่างครบถ้วน โดยไม่ต้องมีพนักงานมาคอยยืนบอกรายละเอียดต่างๆ ถือเป็นการลดต้นทุนในส่วนของการจ้างพนักงานได้อีกด้วย

 

งานอีเว้นท์ดูน่าสนใจมากขึ้น

นอกจากเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย มันยังสามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าชมงานได้มากขึ้น และการใช้ Digital Signage ในการจัดอีเว้นท์ก็ยังทำให้การนำเสนอข้อมูล รายละเอียดต่างๆ ดูน่าสนใจให้กับผู้เข้าร่วมงานได้มากขึ้นอีกด้วย

 

ต้องยอมรับเลยว่า การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการจัดอีเว้นท์ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะสามารถช่วยให้งานของคุณดูน่าสนใจมากขึ้นได้จริงๆ และยังเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้ทั้งในส่วนของผู้จัดงาน และผู้เข้าร่วมงานอีเว้นท์ด้วยนะคะ ผู้จัดอีเว้นท์คนไหนอยากเพิ่มความสนใจให้กับงานที่จัดลองนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เราแนะนำเข้าไปประยุกต์ใช้กับงานอีเว้นท์ที่คุณจัดดูได้เลยค่ะ

เตรียมพร้อมก่อนลงโฆษณา

แม้ตอนนี้จะเข้าสู่ปี 2018 แล้ว แต่ Content Marketing ก็ยังเป็นเครื่องมือทาง Digital Marketing ที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งจากผลการสำรวจในปี 2017 พบว่าร้อยละ 90 ขององค์การต่างๆ ทั่วโลกเลือกใช้ Content Marketing ในการลงโฆษณาสินค้าบริษัทตัวเอง และเฉลี่ยงบประมาณกว่าร้อยละ 25 ให้กับการทำ Content Marketing

Content Marketing คืออะไร? การทำคอนเทนต์ คือ การทำการตลาดโดยที่ผู้ประกอบการสร้าง Content ในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา ไม่จำกัดว่าจะเป็นในรูปแบบเนื้อหา, วิดีโอ, Infographic หรืออื่นๆ ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างปฎิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้า ทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำในแบรนด์ รวมถึงทำให้ลูกค้าจงรักภักดีกับแบรนด์ด้วย

ซึ่งการทำ Content Marketing เพื่อลงโฆษณาสินค้าให้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้ฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่การจะทำให้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบนั้น ผู้ประกอบการต้องรู้จักการเตรียมตัวที่ครอบคลุมเสียก่อน วันนี้ NIPA Technology จึงจะพาทุกคนไปรู้จัก 2 สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มทำ Content Marketing

  1. สำรวจแบรนด์ก่อนทำ Content Marketing
    การสำรวจแบรนด์ก่อนเริ่มทำ Content Marketing ถือเป็นก้าวแรกที่จะพาธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จ เพราะหากคุณเข้าใจในแบรนด์ของตัวเองแล้ว คุณจะรู้ทิศทางที่ต้องการพาแบรนด์ไป โดยสิ่งที่คุณต้องสำรวจจากแบรนด์ของคุณ คือ
    1.1) สำรวจกลุ่มเป้าหมาย : ค้นหาว่ากลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นลูกค้าของคุณคือใคร เพื่อให้ง่ายต่อการวางกลยุทธ์และรูปแบบการเขียน Content เช่น เพศ อายุ พฤติกรรม ความสนใจ ฯลฯ
    1.2) กำหนดบุคคลิกของแบรนด์ : บุคคลิกของแบรนด์ (Brand Personality) มีความสำคัญอย่างมาก แบรนด์ต้องกำหนดบุคคลิกให้ชัดเจนว่า หากนำแบรนด์ไปเปรียบเทียบกับคน แบรนด์คุณจะเป็นคนเพศไหน อายุเท่าไหร่ ลักษณะนิสัยอย่างไร เพื่อให้การเขียน Content เป็นไปได้ง่าย
    1.3) จุดอ่อน-จุดแข็งของแบรนด์ : คุณต้องทราบว่าแบรนด์ของตัวเองมีจุดออ่อน จุดแข็งตรงไหน เพื่อใช้ Content เป็นอาวุธในการอุดช่องโหว่ และทำให้แบรนด์แข็งแกร่งขึ้นเพื่อรับมือกับคู่แข่ง
    1.4) สำรวจคู่แข่ง : เพื่อปรับแผน Content ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
  2. การวางแผนระยะยาวในการทำ Content Marketing เพื่อลงโฆษณาสินค้า
    หลายองค์กรมักคิดว่าการทำ Real- Time Content โดยเอาเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสบนโลกออนไลน์มาผูกโยงกับแบรนด์จะช่วยทำให้เกิด Engagement  (Like, Share, Comment) มากกว่าการทำ Content แบบวางแผนล่วงหน้า โดยหารู้ไม่ว่าการทำแบบนั้นจะทำให้ทิศทางการนำเสนอเนื้อหาบนหน้า Page หรือ Website ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
    ดังนั้นการลงโฆษณาสินค้าด้วย Content ที่ถูกต้องจึงควรมีการวางแผนระยะยาวเตรียมไว้ ว่าในเดือนแรกจะทำอะไร และเดือนต่อไปจะทำอะไร โดยกำหนดหัวข้อ Content ไว้คร่าวๆ เช่น เดือนแรกเป็นการทำ Content เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์ด้วยการเน้นทำ Content รูปแบบ Knowledgeและต่อมาในเดือนที่สองจึงจะเริ่มเปลี่ยนไปขายสินค้า

โปรโมท facebook วิธีไหนบ้าง

อย่างที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบัน สื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ทุกเพศทุกวัย จุดนี้จึงทำให้ในโลกของการค้าขาย ได้ดึงเอาประโยชน์ในส่วนนี้มาใช้ ก่อให้เกิดเป็นการตลาดออนไลน์ขึ้น ผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเฉพาะสื่อยอดฮิตอย่าง Facebook ซึ่งแน่นอนว่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้า หรือผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ มักจะมีช่องทางสื่อสารกับลูกค้าผ่านเพจ facebook เป็นของตนเอง แต่จะทำอย่างไรให้เพจของเราเป็นที่รู้จัก และสามารถปิดการขายได้ในที่สุด

ซึ่งวันนี้เราจะมาคลายข้อข้องใจข้อนี้กัน ว่าจริงๆ แล้วการ โปรโมท facebook page ของเรานั้น มีได้หลากหลายวิธี แต่วันนี้เราจะนำเสนอวิธีหลักๆ 2 วิธีที่เป็นฟังก์ชันจากทาง Facebook ให้ได้ดูกัน ตามมาดูดีกว่าว่ามีวิธีไหนบ้าง

โปรโมทเพจ

การโปรโมทเพจ เป็นวิธีแรกๆ ที่เราควรจะทำ หากคิดที่จะโปรโมท facebook page ของตนเอง เพราะเมื่อเรากดโปรโมท และดำเนินการตั้งค่าต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ทางระบบของ Facebook ก็จะขึ้นโฆษณา และเผยแพร่ไปตามหน้า Feed ของกลุ่มเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ โดยโฆษณาที่ขึ้นไปนั้น จะมีแนวโน้มไปในทางเชิญชวนให้กดไลก์ และกดติดตามเพจ ซึ่งผู้ที่พบเห็นการโปรโมท facebook page ด้วยวิธี
โปรโมทเพจนี้จะเห็นคร่าวๆ ว่าเพจของคุณเกี่ยวกับอะไร และมีสินค้าและบริการประเภทไหนบ้าง ซึ่งหากตรงตามความต้องการของพวกเขา ก็ย่อมมียอดการกดถูกใจเพิ่มขึ้น และอาจต่อยอดไปถึงการซื้อ-ขายได้อย่างแน่นอน

โปรโมทโพสต์

เมื่อคุณมีเพจที่อยู่ตัวพอสมควรแล้ว ขั้นต่อไป คุณควรจะมีตัวคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่คุณนำเสนอไว้ในเพจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นเนื้อหาเหล่านั้นต้องเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงกับสินค้าหรือบริการจากเพจของคุณได้ โดยคุณควรจะทำโพสต์ขึ้นมาอย่างน้อยหนึ่งโพสต์สำหรับโปรโมท เพื่อทำให้คนรู้จักตัวตนของคุณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในร้านมีอะไรบ้าง กิจกรรมต่างๆ หรือแม้แต่การให้ประโยชน์หรือความรู้ที่ผู้พบเห็นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ซึ่งหากคุณโปรโมท facebook page ของคุณ ด้วยวิธีการ
โปรโมทโพสต์ ผู้ที่มาพบเห็นก็จะมีส่วนร่วมกับโพสต์ทีคุณโปรโมท ไม่ว่าจะเป็นกดไลก์ คอมเมนต์ หรือกดแชร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เพจของคุณเป็นที่จดจำ และมีผู้เข้ามาชมภายในเพจมากขึ้น ซึ่งอาจหมายถึงการมาสั่งซื้อสินค้าหรือบริการของคุณด้วยนั่นเอง

ในความจริงแล้วการโปรโมท facebook ทั้ง 2 วิธี ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทเพจ หรือการโปรโมทโพสต์ ควรเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หรือพร้อมๆ กัน เพราะเมื่อเพจของคุณเป็นที่รู้จัก ก็มีสิทธิมากที่คนจะเข้ามาชม หากคุณไม่ทำเนื้อหาภายในเพจให้ดีก็อาจจะลดความน่าสนใจลงไป และอาจทำให้การลงทุนของคุณครั้งนี้เปล่าประโยชน์ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณเช่นกันว่า อยากลองใช้วิธีโปรโมท facebook page ของคุณด้วยวิธีไหนมากกว่ากัน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบอีเมลที่ส่ง

นอกจากการเขียนจดหมายไปรษณีย์เพื่อการสื่อสารผ่านตัวอักษร หรือจดหมายที่เป็นทางการแล้ว การส่ง Email ก็ถือเป็นจดหมายที่เป็นทางการที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารแบบทั่วไป และภายในองค์กร แต่เราจะมีวิธีที่ไหนที่ทำให้อีเมลของเราดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากอีเมลฉบับแรกถูกส่งไปเมื่อปีพ. ศ. 2514 จึงกลายเป็นวิธีหนึ่งในการเข้าถึงลูกค้าของคุณ อีเมลยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีค่ามากที่สุด แต่มีคุณค่าสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจของตนในขณะที่ยังให้ความสำคัญกับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า  หลายคนมีข้อสันนิษฐานว่าอีเมลจะตายเนื่องจากเทคโนโลยีใหม่และยุคดิจิตอลที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามตาม DMA อีเมลมี ROI เฉลี่ยอยู่ที่ 122% ซึ่งสูงกว่าสื่อทางสังคมออนไลน์อื่นๆ  นอกจากนี้ตาม Radicati มี 205 พันล้านอีเมลที่ส่งทั่วโลกทุกวัน จำนวนนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 246 พันล้านอีเมลที่ส่งไปทั่วโลกในปี พ. ศ. 2562

ดังนั้น สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มทำการตลาดทางอีเมล คือ รูปแบบอีเมลที่ควรส่ง หรือสิ่งที่ควรทำในอีเมลนั้นๆ ซึ่งเราได้สรุปมา 5 รูปแบบ ดังนี้

 

1. ดึงดูดความสนใจลูกค้าเป้าหมาย ทำให้ง่าย แต่เพิ่มภาพเพื่อดึงดูดความสนใจ

ความเข้าใจผิดคือการทำให้การออกแบบอีเมลดูซับซ้อนและสวยงาม และให้ข้อมูลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริงผู้รับ หรือผู้อ่านมีช่วงเวลาในการเปิดดูที่จำกัด พวกเขาใช้เวลาเฉลี่ย 11.1 วินาทีในการอ่านอีเมลก่อนที่พวกเขาจะคลิกไปยังส่วนต่างๆ เพิ่มเติม หรือปิดมันไป  แม้ว่าจะมีบล็อกจำนวนมากที่ระบุอีเมลที่ดีที่สุดเป็นอีเมลที่ไม่มีรูปภาพ แต่เรากลับพบว่าการใช้ภาพหนึ่งภาพกลับได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการไม่มีภาพเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการกระตุ้นให้ผู้อื่นดาวน์โหลดรายงานหรือเนื้อหา ภาพจะช่วยให้มี CTA ที่ชัดเจน และโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และยิ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับเนื้อหาอีเมลอีกด้วย

 

2. อีเมลส่วนตัว (Personalization) และต้องชัดเจน

ไม่มีใครอยากเห็นอีเมลที่เต็มไปด้วยแบนเนอร์และรูปภาพเยอะมากเกินไป ถ้าคุณจะขอให้พวกเขาทำอะไร ควรกำหนด หรือแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน รวมถึงควรเป็นไปในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงถึงผู้รับ หรือผู้อ่านด้วย

บรรทัดหัวเรื่อง: ควรเป็นเรื่องส่วนตัวและตรงไปตรงมาราวกับว่าคุณกำลังพูดคุยกับใครสักคนในแบบ 1-on-1

เนื้อหาอีเมล: ควรคล้ายกับหัวเรื่องของคุณ คือ ควรมีความเรียบง่าย ใส่ CTA แบบง่ายๆ แต่ชัดเจน เช่น “กำหนดเวลาการประชุม” โดยถ้าต้องการขอให้ผู้รับตอบกลับโดยตรง  คุณควรใส่รายละเอียด หรือแสดงให้เห็นเด่นชัดและสิ่งนั้นควรเข้าใจง่าย รวมถึงสามารถเห็นได้ชัดเจน  เช่น หน้า Landing Page  ที่ดูกระชับกว่าหน้าเว็บไซต์ ทั้งนี้ ต้องเป็นรูปแบบที่อ่านง่าย ชัดเจน และไม่เต็มไปด้วยเนื้อหาและแบบฟอร์มการลงทะเบียนที่ละเอียดจนเกินไป

 

3. อีเมลนำเสนอเพื่อการขาย แจกของแถม และอีเมลการตลาด

ในแง่ของการแจกของรางวัลหรือการมีของแถมดูเป็นภาพลักษณ์ที่ดี ดังนั้นคุณควรนำเสนอออกไปให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งมันไม่เพียงแค่ดึงดูดความสนใจเท่านั้น แต่ยังสามารถแสดงให้เห็นว่าเป็นสินค้าอย่างไร มีความน่าเชื่อถือ หรือมีภาพลักษณืที่ดีมากน้อยแค่ไหน

บรรทัดหัวเรื่อง: ควรกระชับ ชัดเจน และสามารถสื่อถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับสินค้า แบรนด์ หรือองค์กรของคุณ

เนื้อหาอีเมล:  ควรสื่อสารแบบตรงไปตรงมา และโพสต์ข้อเสนอที่ดีที่สุดของคุณให้พวกเขาทราบ หากคุณขายสินค้าและมีของแถม คุณไม่ควรทำให้ผู้อ่านต้องคาดเดาว่าของแถมหรือสิ่งที่คุณกำลังพยายามจะขายคืออะไร ควรนำเสนอไปให้ชัดเจน

 

4. ข้อเสนอแนะและการสำรวจ หากคุณต้องการสำรวจความคิดเห็น จงนอบน้อม

อย่าพูดอะไร เช่น “ขอบคุณที่มาร่วมงานที่ดีที่สุดในโลก นี่คือการสำรวจ”  โปรดกลับไปดูข้อที่ 1 อย่างแรกคือต้องดึงดูดความสนใจก่อนและค่อยขอให้พวกเขาแสดงความคิดเห็น

บรรทัดหัวเรื่อง: ควรแสดงความถ่อมตนและเป็นกันเอง โดยใช้ประโยคที่ว่าสามารถ “ให้คำติชม” หรือ “ให้คำแนะนำ” แทนคำว่า “แบบสำรวจ” ตัวอย่าง: “เรารักความคิดเห็นของคุณ” หรือ “ฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”

เนื้อหาอีเมล: ควรเริ่มต้นด้วยการขอบคุณในแบนเนอร์หรือหัวเรื่องแรกของคุณ และหลีกเลี่ยงการพูดถึงการสำรวจใน CTA ของคุณ โดยแทนที่ด้วยการใช้วลีอื่น เช่น ‘ให้ข้อเสนอแนะ’ หรือ ‘ให้คำแนะนำของคุณ’ ซึ่งคำเหล่านี้มักทำงานได้ดีกว่า ‘กรุณาทำแบบสำรวจนี้ให้สมบูรณ์’

 

5. การเรียนรู้อื่น ๆ

โดยทั่วไป 48 ชั่วโมง หลังจากส่งอีเมลฉบับแรก  คุณควรส่งอีเมลติดตามผลพร้อมกับหัวเรื่องที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สำหรับผู้ที่ไม่ได้เปิดอีเมลของคุณ ซึ่งสิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มอัตราการเปิดอ่านแล้ว  ยังทำให้มั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถเข้าถึงอีเมล หรือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด

กำหนดค่าส่วนบุคคล: ตามการตรวจสอบแคมเปญโดยเฉลี่ยแล้วอีเมลที่มีหัวเรื่องที่เป็นแบบส่วนบุคคลจะมีโอกาสเพิ่มอัตราการเปิดได้มากถึง 26% นอกจากนี้ข้อความหรือเนื้อหาในอีเมลที่เป็นแบบส่วนบุคคลยังช่วยปรับปรุงอัตราการคลิกผ่านโดยเฉลี่ย 14% และ Conversion 10%

ส่งเนื้อหาไปยังหน้า Landing Page: โปรดจำไว้เสมอว่าช่วงการอ่านอีเมลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 11 วินาที ดังนั้นคุณต้องกระตุ้นให้ผู้อ่านคลิกและเปลี่ยนเส้นทางไปยังหน้า Landing Page ของคุณให้ได้ และวางเนื้อหาส่วนที่เหลือที่ต้องการจะนำเสนอเข้าไปในหน้า Landing Page แทน

หยุด 10 ข้อหากทำ Email Marketing

Email Marketing ไม่เคยตายสำหรับช่องทางการทำ Online Marketing แต่จะทำอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องยาก เพราะคนส่วนใหญ่มักมองข้ามการเปิดอ่าน Email ในแนว Marketing แต่หากเรารู้วิธีที่ทำให้คนสามารถเปิดอ่าน Email Marketing ก็มีโอากสประสบความสำเร็จในช่องทางนี้

Email Marketing มีศักยภาพในการสร้าง ROI สำหรับธุรกิจของคุณ แต่การเพิ่มประสิทธิภาพหรือ ROI ให้ธุรกิจของคุณก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป มีหลายสิ่งอย่างที่กำลังติดตาม เพื่อเป็นตัวชี้วัดในการเพิ่มค่า ROI โดยติดตามตั้งแต่เครื่องมือที่ใช้ แคมเปญที่ทำ ไปจนถึงการวิเคราะห์ผลลัพธ์ ส่วนต่างๆ เหล่านี้ต้องมาใช้พิจารณาร่วมกัน เพื่อทำให้การทำการตลาดผ่านอีเมลของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  เราได้รวบรวม 10 ข้อข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ Email Marketing ที่เมื่อรู้แล้ว หรือกำลังทำอยู่ให้รีบแก้ไขทันที ดังนี้

 

1. ไม่ใช้คำกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจ

ถ้าคุณกำลังสร้างอีเมลแคมเปญแต่ไม่บอกให้ผู้รับทราบว่ามันเกี่ยวกับอะไร หรือต้องทำอย่างไรต่อในอีเมล สิ่งนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดอย่างหนึ่ง ที่อาจทำให้คุณไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ และอาจทำให้เสียทั้งเวลาและทรัพยากรอีกด้วย คุณสามารถทำอีเมลของคุณให้เหมาะสมและให้มีความน่าสนใจได้เพียงแค่เพิ่มคำ หรือข้อความที่มีความน่าสนใจ เข้าใจง่าย ชัดเจน และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจที่จะทำอะไรต่อในอีเมล (เช่น เชิญชวนให้ตัดสินใจคลิกลงทะเบียน) ซึ่งสิ่งนี้สามารถเพิ่มอัตราการเข้าชมเว็บไซต์ หรือทำให้พวกเขาตัดสินใจลงทะเบียน/สมัครสมาชิกเพื่อนำไปสู่การเพิ่มโอกาสในการปิดการขายและอื่นๆ ได้ในอนาคต

ตัวอย่างเช่นในอีเมลนี้จาก Chatbooks เป้าหมายคือการทำให้ซื้อสินค้า บริษัท มีรหัสคูปองเพื่อช่วยกระตุ้นผู้คนให้ดำเนินการนี้ ดังนั้น จึงใช้สิ่งล่อใจดังกล่าวเป็นข้อความ Save 20% Today!”

 

2. ไม่แบ่งลิสต์รายชื่อให้ชัดเจน

หากคุณไม่ได้แบ่งกลุ่มรายชื่ออีเมลของคุณ คุณจะพลาดวิธีง่ายๆ ในการส่งอีเมลส่วนบุคคล (Personalization) สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มความพิเศษให้กับอีเมล เพราะมันสามารถทำให้ผู้รับเกิดความประทับใจและรู้สึกได้ว่าอีเมลนั้นๆ เป็นของพวกเขาจริงๆ เช่น การใส่ชื่อ หรือข้อมูลความสนใจเฉพาะบุคคลเข้าไป จะยิ่งช่วยทำให้ผู้รับรู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะมีเกี่ยวข้องกับตัวเอง และเปิดอ่านอีเมล หรือคลิกลิงค์อ่านข้อมูลเพิ่มเติมในทีสุด ซึ่งจะส่งผลให้ผลลัพธ์ในการทำการตลาดผ่านทางอีเมลมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

 

3. ไม่เขียนเนื้อหาอีเมลให้ตรงตามความสนใจของผู้รับ

อีเมลของคุณมุ่งเน้นไปที่ความสนใจของผู้อ่านหรือมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจของคุณ?

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มหลังคุณกำลังทำข้อผิดพลาดด้านการตลาดที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง คือ ละเลยการให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการใช้งาน หรือลืมสนใจในความต้องการของผู้รับ ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่เนื่องจากธรรมชาติของผู้รับอีเมล พวกเขามักจะไม่สนใจในสิ่งต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง และถ้าคุณสามารถแสดงให้พวกเขาเห็นได้ว่าเนื้อหาที่อยู่ในอีเมล ต้องการสื่อสารกับเขา หรือมีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาจริงๆ สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มให้อีเมลที่เราส่งไปมีผลลัพธ์ทางการตลาดที่ดียิ่งขึ้น

 

4. ไม่ใช้อีเมลอัตโนมัติตามนิสัยของผู้ใช้

ตามข้อมูล BigCommerce บอกว่าอีเมลอัตโนมัติเป็นหนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการตลาดทางอีเมล ซึ่งส่วนนี้จะช่วยให้คุณมีเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกค้าในเวลาที่เหมาะสมที่สุด

วิธีการทำงาน: คือ วางเส้นทาง (Journey Builder) และกำหนดเกณฑ์ หรือเงื่อนไขให้กับทริกเกอร์ที่วางไว้ในเส้นทางนั้นๆ โดยถ้าเป้าหมายของคุณ คือ ต้องการส่งอีเมลไปยังสมาชิกใหม่ที่ลงทะเบียนเข้ามา คุณก็แค่วาง Journey Builder โดยใช้ทริกเกอร์ส่งอีเมล โดยตั้งเงื่อนไขให้ส่งหาคนที่เพิ่งลงทะเบียนเข้ามาใหม่ คุณสามารถสร้างแคมเปญอีเมลอัตโนมัติด้วย Journey Builder ได้ทุกประเภท ซึ่งส่วนนี้จะช่วยลดการทำงานให้กับทีมงานของคุณ ถ้าคุณยังไม่ได้ใช้ Journey Builder เราคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้น ซึ่งมันจะช่วยให้คุณประหยัดเวลา ช่วยให้คุณสามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้รับและช่วยให้ทำการตลาดได้อย่างเหมาะสม และตรงกับความต้องการของผู้รับมากยิ่งขึ้น

 

5. ไม่ตั้งหัวเรื่อง (Subject) อีเมลให้น่าสนใจ

คุณอาจเคยละเลยเรื่องหัวเรื่องอีเมล (Subject) ของคุณไป เพราะคิดว่าคุณได้สร้างอีเมลที่สวยงามมากเพียงพอแล้ว  แต่ความจริงแล้วคุณอาจคิดผิด เพราะหากคุณละเลยเรื่องหัวเรื่องอีเมล (Subject) และมันดูไม่น่าสนใจ คุณอาจจะสูญเสียอัตราการเปิดอ่านอีเมลนั้นไปเลยก็ได้ และเมื่อผู้รับไม่เปิดอ่าน ต่อให้อีเมลที่คุณทำมาจะสวยงามแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะพวกเขาก็ไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านหรือดูมันอยู่ดี

อย่ายอมเสียทั้งงบประมาณและเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพียงเพราะคุณละเลยการให้ความสำคัญของการตั้งหัวข้ออีเมล (Subject) เรามีเทคนิคดีๆ ในการตั้งหัวข้ออีเมล ที่ง่ายมากๆ  ดังนี้

  • ทำให้มันสั้นและน่าสนใจ
  • กระชับ ได้ใจความ
  • เลือกใช้คำขึ้นต้นที่ชวนให้อ่านต่อ
  • มีความชัดเจนและเรียบง่าย

 

6. ไม่เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับผู้เปิดอ่านอีเมลบนมือถือ (Responsive)

StatCounter กล่าวว่าคนส่วนใหญ่นิยมเข้าใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ มากกว่าคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและแท็บเล็ต ถ้าคุณไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการตลาดทางอีเมลให้กับผู้ใช้งานบนมือถือ หรือไม่ทำให้การแสดงผลของอีเมลเป็นไปในรูปแบบ Responsive ข้อความในอีเมลของคุณอาจจะแสดงผลได้ไม่ดีนัก ไม่สวยงาม หรือแสดงผลไม่ครบถ้วน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น นอกจากผู้รับจะไม่เปิดอ่านอีเมลของคุณแล้ว ยังมีโอกาสที่พวกเขาจะลบอีเมลของคุณไปเลยอีกด้วย  ดังนั้น ควรปรับแต่งอีเมลให้รองรับการแสดงผลบนอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสม ทั้งบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน

 

7. ไม่มีการใส่ข้อความ (หรือ Alt Text)

หากส่วนประกอบในอีเมลมีแต่รูปภาพ นั่นเท่ากับว่าอีเมลของคุณกำลังมีปัญหา  การส่งอีเมลที่มีแต่รูปภาพ ส่วนใหญ่แล้วภาพนั้นจะไม่แสดงผลให้แบบอัตโนมัติในการเปิดอ่านครั้งแรก และก็มีโอกาสน้อยมากที่พวกเขาจะกดให้แสดงภาพเพื่อดูมัน ซึ่งหมายความว่าหากอีเมลของคุณคือภาพทั้งหมดและไม่มีข้อความอะไรเลย ผู้ใช้จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอีเมลที่ส่งไปนั้นเกี่ยวกับอะไร หรือต้องการให้ทำอะไรกับอีเมลนั้นต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าความน่าสนใจในอีเมลนั้นก็จะลดน้อยลง ดังนั้น การเพิ่มข้อความ หรือข้อความ alt ให้กับรูปภาพเป็นสิ่งที่ควรทำทุกครั้ง

 

8. ไม่ได้ส่งอีเมลอย่างมีกลยุทธ์หรือการวางแผลที่ดี

ผู้รับอีเมลของคุณต้องการรับอีเมลจากคุณบ่อยเพียงใด? ถ้าคุณตอบคำถามนี้ไม่ได้ถือเป็นอีกความผิดพลาดทาง Email Marketing ที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะถือว่าคุณไม่ได้ให้ความสนใจกับพฤติกรรม หรือความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของคุณมากพอ นั่นเท่ากับว่าคุณไม่ได้ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย และไม่ได้มีวางแผนกลยุทธ์ให้ดีก่อน หลายแบรนด์มีการสำรวจ หรือสอบถามความต้องการของผู้รับก่อนว่าต้องการรับข้อมูลข่าวในความถี่ประมาณเท่าไหร่ หรือต้องการรับข่าวสารเกี่ยวกับอะไรบ้าง เป็นต้น เพื่อใช้สำหรับวิเคราะห์ จัดกลุ่ม และเตรียมเนื้อหาอีเมลที่ตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น โดยถ้าคุณเริ่มเก็บข้อมูล และสามารถแบ่งรายชื่อออกเป็นส่วน ๆ ได้อย่างชัดเจนแล้ว คุณสามารถใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) หรือ Journey Builder ในการทำ Email Marketing รวมถึงใช้ติดตามผลเพื่อนำไปวิเคราะห์และวางแผนกลยุทธ์ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

 

9. ไม่มั่นจัดการรายชื่ออีเมล (Cleansing database)

จำนวนรายชื่ออีเมลทั้งหมดของคุณมากเท่าไหร่ไม่สำคัญเท่ากับจำนวนอีเมลของคนที่มีความสนใจอย่างแท้จริง หรือเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ หากรายชื่อของคุณมากขึ้นแต่คุณมีสมาชิกที่ไม่ใช้งานอีเมล หรือเป็น Hard bounce email รายชื่อที่มากขึ้นก็ไม่ได้ช่วยให้กำไรของคุณดีขึ้นแน่นอน อะไรจะช่วยให้กำไรของคุณมากขึ้น คำตอบคือ ผู้ใช้ที่มีเป็นกลุ่มเป้าหมายโดยแท้จริง หรือให้ความสนใจในสิ่งที่คุณกำลังจะส่งให้จริงๆ ดังนั้น คุณควรทำจัดการรายชื่ออีเมลของคุณให้เหมือนกับ “ทำความสะอาดบ้าน” หมั่นทำอยู่เสมอ เพราะเมื่อคุณจัดการ หรือลบอีเมลผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือไม่มีฟีดแบ็คอะไรกลับมา มันจะเหลือแฟนตัวจริงของแบรนด์ของคุณ หรือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง และนี่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้การทำการตลาดผ่านทางอีเมลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

10. ไม่ทำ A/B Testing อีเมล

การทดสอบอีเมลของคุณเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความชอบของผู้รับ เมื่อคุณทราบแล้วว่าลักษณะภาพ ข้อความ หรือหัวข้ออีเมลแบบไหน ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้รับคุณสามารถใช้ความรู้นี้เพื่อสร้างอีเมลให้น่าสนใจและน่าตื่นเต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการตลาดผ่านทางอีเมลให้มากยิ่งขึ้น

การตลาดใหม่บน LINE@

สมัยนี้ไม่ว่าช่องทางไหนที่สามารถหารายได้ ก็ถือเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และยิ่งการตลาดบนโลกออนไลน์การแข่งขันค่อนข้างที่จะสูง ยิ่งใครมีหลายช่องทางมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสในการขายมากเท่านั้น LINE Official Account ก็ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถหายอดขายไม่แพ้ Facebook เลย

LINE Official Account เป็นแอปพลิเคชันต่อยอดมาจาก LINE ภาพรวมแล้ว 2 อย่างนี้ ฟังก์ชันคล้ายๆ กัน แต่ LINE Official Account สามารถล็อกอินพร้อมกันได้หลายเครื่อง สามารถ Broadcast ข้อความได้ ตอบข้อความ auto-reply ได้เมื่อไม่ว่างตอบ และอีกมากมาย โดยผู้ใช้สร้างบัญชีเพื่อติดต่อสื่อสาร ส่งข้อมูลข่าวสารทั้งในเชิงส่วนบุคคลและเชิงธุรกิจ ที่จะทำให้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ถือว่าเป็นช่องทางการทำการตลาดใหม่บน LINE Official Account มาดูข้อดีข้อเสียของแอปพลิชัน LINE@ กันว่ามีอะไรบ้าง

ข้อดี

  1. LINE Official Account ทำให้การส่งข้อความถึงกลุ่มเป้าหมายและรับรู้ข่าวสารได้ง่ายขึ้น
  2. ดูแลจัดการได้สะดวกเพราะเข้าใช้โปรแกรมได้ทางเว็บเบราว์เซอร์ หรือแอปพลิเคชันได้
  3. สามารถคุยกับลูกค้าหรือผู้ติดตามแบบตัวต่อตัวได้
  4. สามารถตั้งค่าข้อมูลของร้านค้า เช่น สถานที่ตั้ง เวลาทำการ เบอร์โทรศัพท์ และอื่นๆ ได้
  5. สามารถดูสถิติผู้ติดตาม จำนวนเพื่อน การบล็อก การคอมเมนต์ การไลก์ใน Timeline ได้ด้วย

ข้อเสีย

  1. หากต้องการใช้บริการส่งข้อความมากกว่า 1,000 ข้อความ ต้องเสียค่าบริการ แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
  2. ในการ Broadcast ต้องใช้เวลาซักระยะหนึ่งที่จะส่งถึงผู้ใช้
  3. หาก Broadcast ถี่เกินไป อาจจะทำให้ผู้ติดตามหรือลูกค้าเกิดความรำคาญ และอาจจะบล็อกเราได้

ช่องทางการทำการตลาดใหม่บน LINE Official Account ถือเป็นช่องทางที่น่าสนใจเพราะปัจจุบันแอปพลิเคชันนี้ได้รับความนิยมมาก ใครๆ ต่างก็ใช้ จึงเป็นโอกาสที่จะสร้างและเพิ่มลูกค้าให้กับธุรกิจของคุณเอง และหัวใจสำคัญของการใช้ LINE Official Account คือการตอบลูกค้าเร็ว เพราะเป็นการแสดงถึงความใส่ใจลูกค้า หากตอบช้าอาจจะเสียโอกาสทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไม่ซื้อได้

จัดงานอีเว้นท์ Ford Exclusive

งานอีเว้นท์ Ford Exclusive Trip @ Ocean Marina, Chonburi

จัดงานอีเว้นท์

 

 

 

 

 

 

 

Ford จัดงาน Exclusive Trip ที่ Ocean Marina, จังหวัดชลบุรี ล่องเรือสำราญ

งานอีเว้นท์

บรรยากาศ แสงยามเย็น ก่อนตะวันจะลับแสง

บริษัทจัดงานอีเว้นท์

 

 

 

 

 

 

 

บรรยากาศภายในงาน เต็มไปด้วยความสนุก และความอบอุ่น

 

Web Hosting ช่วยจัดการเว็บไซต์

ฝากข้อมูลบนเว็บไซต์กับ Web Hosting ออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เอาไว้ในระบบเซิร์ฟเวอร์ โดยเซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแสดงผลหน้าเว็บไซต์ให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้เข้าชมผ่าน URL ได้ตลอดเวลา

โดยบริการ Web Hosting สามารถแบ่งย่อยๆ ได้ดังนี้

Shared Hosting

เป็นบริการ Web Hosting ที่เหมาะกับการจัดทำเว็บไซต์ทั่วไป เช่น เว็บท่า, เว็บส่วนตัว เว็บขององค์กร เป็นต้น โดยถือเป็นบริการที่ได้รับความนิยมเพราะราคาถูก

Reseller Hosting

เป็นบริการ Web Hosting สำหรับผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์ โดยผู้พัฒนาเว็บไซต์สามารถจัดสรรแบ่งพื้นที่ให้กับลูกค้าของตนเอง

VPS Hosting

เป็นบริการเซิร์ฟเวอร์เสมือนที่เหมือนกับการมีเซิร์ฟเวอร์เป็นของตัวเอง โดย VPS ย่อมากจาก Virtual Private Server เราสามารถจัดการได้ด้วย Remote desktop หรือ Secure Shell เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มีการเข้าชมสูง

Dedicated server

บริการเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับเว็บไซต์ของคุณเพียงผู้เดียว โดยอาจใช้งานได้กับหลากหลายเว็บไซต์ที่เราเป็นผู้ดูแล ส่วนมากจะเหมาะสำหรับบริษัทองค์กรขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่ ที่ต้องการความเสถียร ปลอดภัย และรวดเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์

 

สิ่งที่เรากล่าวมาเป็นเพียงบริการหลักของ Web Hosting เท่านั้น ซึ่งการเลือกบริการ Web Hosting นั้น ควรคำนึงเว็บไซต์ของเราและการใช้งานเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องซื้อบริการที่มากเกินความจำเป็น เพื่อประหยัดงบประมาณ และทำให้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด