4 วิธีทำ Email Marketing เปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้เป็นลูกค้าประจำ

4 วิธีสร้าง Email Marketing เปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้เป็นลูกค้าประจำ

EmailMK
มีหลายธุรกิจลงทุนใช้งบการตลาดเป็นจำนวนมาก เพื่อหาลูกค้ารายใหม่มากกว่าการรักษาลูกค้าประจำเอาไว้ จริงที่ว่าการหาลูกค้าใหม่เป็นส่วนสำคัญในการขยายธุรกิจ แต่ถ้าหากเราสามารถรักษาลูกค้าเก่าได้จะยิ่งทำให้ธุรกิจของเราเติบโตได้อย่างมั่นคง นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การทำธุรกิจควรมีกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาลูกค้าให้กลับมาใช้บริการและเพิ่มผลกำไรให้ธุรกิจในอนาคต

4 วิธีที่จะช่วยเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้กลายมาเป็นลูกค้าประจำที่วนกลับมาซื้อสินค้า และบริการของคุณอีกครั้ง!

1.ส่ง Email เพื่อขอบคุณลูกค้า

เมื่อลูกค้าซื้อของเสร็จมักจะได้รับอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อ ซึ่งอีเมลเหล่านี้มักเป็น Email Automation ที่ทำงานซ้ำ ๆ  เราควรที่จะปรับเปลี่ยนอีเมลยืนยันตอบกลับที่ซ้ำจำเจ เป็นอีเมลแสดงถึงคำ “ขอบคุณ” คำ “ตอบแทน” เพื่อสร้างความประทับใจและดึงดูดให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น

การใช้คำทักทายหรือคำลงท้ายขอบคุณลูกค้า ควรใส่ชื่อลูกค้าของคุณลงไปด้วย ให้แสดงถึงความใส่ใจที่เราตั้งใจอยากจะส่งอีเมลไปถึงลูกค้าคนนั้นโดยตรง ซึ่งเราสามารถใส่ชื่อได้แบบอัตโนมัติด้วยเครื่องมือการตลาดผ่านอีเมล

มอบเครดิต หรือสิทธิพิเศษให้ลูกค้า อย่างเช่น คูปองส่วนลด บัตรกำนัลต่างๆ โดยกำหนดระยะเวลาหมดเขต เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ และดึงดูดให้ลูกค้าอยากกลับมาซื้อสินค้าและบริการของคุณ ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้

2.เสนอสินค้า-บริการที่เกี่ยวข้องความต้องการของลูกค้า

เราควรที่จะอัปเดตข้อมูลดูว่าสินค้าหรือบริการไหนที่ลูกค้าพึ่งซื้อไป แล้ววิเคราะห์จากฐานข้อมูลเหล่านั้น เพื่อมอบส่วนลดของแถม หรือ สินค้าเสนอขายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ลูกค้าสนใจ

3.ส่ง Email บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าและแบรนด์ของคุณ

บอกเล่าว่าบริษัทของคุณชื่ออะไร มีสินค้าและบริการอะไรบ้าง รากฐานความเป็นมาของแบรนด์ และคุณมีจุดประสงค์อะไรที่มากกว่ากำไรของธุรกิจ แต่การส่งอีเมลเล่าเรื่องราวที่ว่านั้นต้องบอกให้เห็นถึงจุดเด่นของสินค้าและบริการว่าคุณ มีดีแตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร แล้วทำไมลูกค้าต้องเลือกที่จะซื้อสินค้า-บริการจากคุณ  เช่น สมมติว่าธุรกิจของคุณคือ ร้านอาหาร Organic อาจกล่าวว่าร้านของคุณให้บริการเฉพาะอาหาร Organic ที่มาจากฟาร์มปลอดสารเคมี และมีจุดเด่นที่ต่อต้านการทารุณสัตว์ และไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายผู้บริโภค เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และรู้สึกดีที่เลือกซื้อสินค้า-บริการจากคุณ

4.ส่ง Email ที่มีประโยชน์มากกว่าการนำเสนอสินค้าเพียงอย่างเดียว

หากคุณมีรายชื่ออีเมลลูกค้าอยู่ในมือ คุณสามารถส่งอีเมลการตลาดได้ทุกโอกาสที่ต้องการ แต่วิธีการสร้างอีเมลที่จะช่วยสร้าง Customer Royalty ได้ในระยะยาว ต้องหมั่นส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า อย่างเนื้อหาที่เป็นความรู้ ซึ่งอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขาย หรือกระตุ้นการสั่งซื้อในทันทีก็ตาม  แต่เนื้อหาที่มีประโยชน์จะทำให้ลูกค้าเปิดอ่านทันทีอย่างไม่ลังเล ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ดี ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจให้กับแบรนด์ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ากลับมาขอคำแนะนำ หรือซื้อสินค้าของคุณในอนาคตต่อไป

 

การเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้กลายเป็นลูกค้าประจำอาจต้องใช้เวลา และต้องมีความสม่ำเสมอ ถึงจะสามารถพิชิตใจลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้าและบริการของเราซ้ำ ลองนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับเปลี่ยนใช้กับกลยุทธ์ Email Marketing ของแบรนด์คุณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการลูกค้า และสร้างฐานลูกค้าให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคง

Cloud Computing เป็นประโยชน์กับองค์กรอย่างไร?

Cloud Computing เป็นประโยชน์กับองค์กรอย่างไร?

Cloud Computing

ในช่วงโควิด-19 หรือ ยุคที่เกิด ‘New Normal’ แบบนี้ หลายๆ องค์กรก็ต้องมีการหาโซลูชันการทำงานที่คล่องตัว สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้และการควบคุมการทำงานที่ง่ายดาย 

‘Cloud Computing’ กลายเป็นคำตอบของเทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาการทำงานแบบเดิมๆ และปรับให้การทำงานคล่องตัว สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา และมีทรัพยากรด้าน IT ที่ยืดหยุ่น 

พูดให้เข้าใจง่ายๆ สำหรับ ‘Cloud Computing’ ก็คือคอมพิวเตอร์ หรือ เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ที่ผู้ใช้งานไม่ต้องสนใจว่า เซิร์ฟเวอร์จะตั้งอยู่ที่ไหน เพราะ สามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงเชื่อมต่อผ่านInternet

คุณลักษณะที่ดีของ ‘Cloud Computing’ ก็คือ 

– สามารถควบคุมต้นทุนได้ (Manage Your Finance) 

– สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ ทุกเวลา และหลากหลายอุปกรณ์ (Go Mobile) 

– มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ควบคุมข้อมูลต่างๆ (Store It Up) 

– คนในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้โดยไร้ข้อจำกัด รวมถึงยังเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างง่ายดายมากขึ้น (Share Information — Collaboration) 

– ระบบการทำงาน Information System ที่ไม่ซับซ้อน ไม่เป็นภาระกับผู้ดูแลระบบ (Alleviate Complicated of Information System) 

ใครหลายๆ คน อาจจะรู้จัก ‘Cloud Computing’ กันมาบ้างแล้ว แต่ความหมายของมันกับสิ่งที่มันสามารถทำได้ ก็อาจเป็นคำถามในใจของใครหลายๆ คน โดย ‘Cloud Computing’ เป็นระบบที่ยืดหยุ่น สามารถทำงานได้อย่างหลากหลาย เช่น 

  1. Disaster Recovery-as-a-Service 

สิ่งแรกที่ Cloud Computing สามารถใช้ประโยชน์กับองค์กรได้ คือ การใช้งาน Cloud เป็น Workload ในการเก็บ Backup ข้อมูลทั้งหมด เมื่อระบบเกิดปัญหาขัดข้อง หรือ เกิดภัยพิบัติที่ไม่สามารถคาดคิดได้ อย่างในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้ เมื่อเทียบกับการทำ DR-site แบบ On-premise จะมีการลงทุน H/W, และ S/W ไว้ที่ site สำรองเพื่อทำงานทดเเทน ซึ่งมีความซับซ้อนในการสร้างระบบ DR-Site แบบ On-premise อย่างมาก 

Cloud Services จึงเป็นการทำ DR-site สำรองระบบการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่Application ข้อมูล และการทำงานไปที่ Site สำรอง โดยในปัจจุบัน cloud server thai ก็มีเสถียรภาพ ความปลอดภัย และความรวดเร็ว ทำให้ Cloud Computing สามารถเก็บรักษา Backup ข้อมูลทั้งหมดได้ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่น้อยว่าการลงทุน DR-Site แบบ On-premise อีกด้วย 

  1. Infrastructure-as-a-Service 

ต่อมาประโยชน์ของ Cloud Computing เป็นการใช้งาน Workload ที่มีการใช้งานทรัพยากรขั้นสูง คือ Cloud Services สามารถที่จะรองรับการสร้าง instance cloud หรือ ทรัพยากร Compute, Network, Storage ที่ระบบคอมพิวเตอร์ต้องการได้ โดย Cloud จะช่วยลดภาระด้านการบริหารจัดการ เช่น SLA, ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ หรือ ระบบการดูแลไฟฟ้าและควบคุมอากาศ เป็นต้น 

นอกจาก Cloud Computing จะสามารถรองรับทรัพยากรที่องค์กรต้องการใช้งานได้ ยังมีฟีเจอร์และแอปพลิเคชันรองรับกับการใช้งาน เช่น VPC network ในการป้องกันเครือข่ายของระบบ, Image sharing ฟีเจอร์ลัดช่วยในการควบคุมทรัพยากร Cloud เป็นต้น รวมถึงแอปพลิเคชัน Laravel, Docker, Joomla, Mongodb, Magento, My SQL, LEMP เป็นต้น 

  1. Development and Test Environment 

สำหรับ Cloud Services มีฟีเจอร์ที่พร้อมกับการทดสอบและพัฒนาสภาพแวดล้อมของ Application ในองค์กร รวมถึง Workload ในการทำงานแบบอัตโนมัติก็สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย งานวิจัยล่าสุดจาก Voke พบว่า สภาพแวดล้อม (Environment) ของระบบ IT ในองค์กรมีผลอย่างมากต่อการพัฒนา Application โดยข้อจำกัดของระบบ On-Premise มีผลต่อความล่าช้าและการหยุดชะงักในการพัฒนาถึง 44% และมีผลต่อการทดสอบถึง 68% 

การสร้าง Environment ของระบบ IT บน Cloud Computing ที่มีความยืดหยุ่นและมีทรัพยากรที่เพรียบพร้อมมากกว่าจึงเป็นคำตอบในการพัฒนา Application ที่รวดเร็ว ลดความซับซ้อนขั้นตอนการเตรียมการได้ดีกว่านั่นเอง 

  1. Big Data Analytics 

Cloud Services สามารถช่วยบริษัทในการประมวลผลและวิเคราะห์ Big Data ได้รวดเร็วขึ้น โดยการนำข้อมูลเชิงลึกไปใช้ในการปรับปรุงธุรกิจได้ โดยทรัพยากรพื้นฐานที่มีอยู่บน Cloud มากมาย เช่น instance cloud, Image sharing รวมไปถึงระบบความปลอดภัยอย่าง VPC network ก็ช่วยให้การสร้าง Big Data มีความคล่องแคล่วขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่าย

  1. Application Development 

นักพัฒนา Application จะเข้าใจดีสำหรับการออกแบบ Application บนสภาพแวดล้อมที่ต้องการ ซึ่ง Cloud Services มีความยืนหยุ่นในการทำงานที่ดี ไม่ว่าจะเป็น Public Cloud หรือ Private Cloud ก็สามารถตอบโจทย์การดีไซน์ การจัดการข้อมูล เครือข่ายของ Applacation หรือกระทั่งระบบSafetyต่างๆ Cloud Computing ก็สามารถสร้างการทำงานที่ตอบโจทย์การพัฒนา Application ได้ เช่น cognitive service, AI, backup/recovery, ChatBot เป็นต้น 

 

เปลี่ยนมาใช้ Cloud ไทย กับ Nipa.Cloud ได้เลยวันนี้! 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

LINE : @NipaCloud 

Website: https://www.nipa.cloud/ 

Facebook: https://www.facebook.com/nipacloud/ 

Inbox: https://www.messenger.com/t/nipacloud 

Email: sales@nipa.cloud 

Call: 02-107-8251 ต่อ 444

10 ข้อบกพร้องที่ควรการเตรียมพร้อมก่อนทำ Email Marketing

10 ข้อบกพร้องที่ควรการเตรียมพร้อมก่อนทำ Email Marketing

Email Marketingเครื่องมือการตลาดชิ้นสำคัญที่สามารถเพิ่ม performance ให้กับผู้ให้บริการของคุณ แต่การที่จะสร้าง Email Marketing ให้มีประสิทธิภาพนั้นซับซ้อน ต้องใช้planอย่างดีในการใช้สิ่งประดิษฐ์จัดการไปจนถึงวินิจฉัย ลองแคมเปญที่สร้าง ทำให้มีองค์ประกอบหลายๆจุดมักจะถูกมองข้ามไป เกิดเป็นข้อจำกัดที่ Email Marketing ไม่ปกติ

 

เพื่อประสิทธิผลสูงสุดในการควมคุม Email Marketing  และปิดช่องโหว่ที่ทำให้คุณต้องได้รับความเสียหาย เราจะมาดู 10 ข้อควความเอาใจใส่ก่อนสร้างEmail Marketing กัน!

1.contentไม่มีความน่าตื่นเต้น ไม่ใส่ ปุ่ม

ถ้าคุณสร้างแคมเปญอีเมล แต่ไม่บอกให้คนรับรับรู้ว่าต้องทำอย่างไรกับข้อมูลที่คุณส่งมา อีเมลของคุณที่ส่งไปนั้นก็จะเปล่าประโยชน์ เสียทั้งเวลาและโอกาสในการสร้างผู้ซื้อที่เป็นที่หมาย ด้วยเหตุนี้สิ่งที่คุณควรทำคือ ใส่ข้อความที่ครอบงำใจภายในเนื้อหาอีเมล พร้อมกับคำที่ช่วยปลุกให้ผู้อ่านเกิดการตกลงใจ (Call to Action) อาจจะเริ่มต้นจากการตั้งปริศนากับตัวเองง่ายๆว่า คุณมีจุดมุ่งหมาย ต้องการให้สมาชิกทำอะไรกับอีเมลการตลาดที่คุณส่งไป เช่น ต้องการเชื้อเชิญให้รู้จักแบรนด์ของคุณ ก็แนบลิงค์ให้ผู้อ่านต่อเข้ากับไปยังหน้าเว็บไซต์ เป็นต้น

 2.ไม่แบ่งกลุ่มรายชื่อผู้ฟังอีเมล

ถ้าคุณไม่แบ่งกลุ่มรายชื่ออีเมลคนรับให้ดี จะส่งผลให้คุณส่งอีเมลคิดผิดไปยังผู้อ่านได้ง่าย สิ่งที่ควรทำก่อนส่งอีเมลส่วนตัวที่มีเยอะ คือ จัดสรรเซตผู้ซื้อ ตามลำดับความสำคัญหรือความถี่ในการใช้บริการ เช่น ผู้ซื้อที่เป็นสมาชิกที่ใช้บริการของคุณมากกว่าที่อื่นๆ ผู้ซื้อที่พึ่งเริ่มต้นใช้บริการ หรือผู้รับบริการเก่าที่ใช้บริการประจำ เป็นต้น การปฏิบัติการแบบนี้จะช่วยให้ contentอีเมลที่มีความพิเศษเห็นพ้องกันกับความน่าดึงดูดใจของผู้รับบริการ และสามารลงรายละเอียดพูดคุยได้มากขึ้น นับเป็นการสร้างคลิ๊กอีกทางหนึ่งเช่นกัน

3.เขียนคอนเทนต์ที่ไม่ตรงจุดกับความสนใจของกลุ่มจุดมุ่งหมาย

Email Marketing ของคุณ เน้นไปที่ผู้อ่านหรือfocusไปที่ร้านค้าออนไลน์เพียงอย่างเดียว? ถ้าหากคำตอบในใจคืออย่างที่สอง คุณกำลังทำซึ่งไม่เป็นไปตามที่คาดทางด้านการตลาดสุดๆ เพราะคุณกำลังเพิกเฉยความต้องการของลูกค้าผู้รับสาร และนี่คือปัญหาใหญ่ เนื่องจากคนซื้อจะเพิกเฉยสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง คนซื้อต้องการรู้แค่เพียงเนื้อหาที่ให้อะไรกับพวกเขา ถ้าหากว่าไม่มีอะไรที่น่าดึงดูดสนใจ แน่นอนว่าอีเมลของคุณจะเกิดการไม่สนใจ

4.ไม่เลือกใช้ Email Automation ตามพฤติกรรมของผู้ใช้

Email Automation เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทำ Email Marketing ที่มีเห็นผลสูงสุด ช่วยให้คุณมีส่วนร่วมกับผู้ซื้อ ในช่วงเวลาอันสมควรพอดี ตามการกระทำการใช้งานของลูกค้า เช่น ถ้าหากคุณต้องการส่งอีเมล เพื่อต้อนรับลูกค้าสมาชิกใหม่ คุณสามารถเพิ่มแคมเปญอีเมล โดยdesignมาเพื่อแนะนำเว็บไซต์ หรือสินค้าของคุณ ซึ่งการโฆษณาเผยแพร่อีเมลที่เพิ่มขึ้นมีความจำกัดจะถูกเรียกใช้เมื่อมีผู้รับบริการต้องการเข้ามาเป็นลูกค้าใหม่ในฐานรายชื่ออีเมลคุณ

คุณสามารถที่จะเพิ่มแคมเปญอีเมลอัตโนมัติด้วย Journey Builder โดยเซ็ตค่าให้ตรงตามเกณฑ์ที่ต้องการ ถ้ายูสเซอร์บรรลุเกณฑ์เหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะเป็นลูกค้าของเรา อีเมลที่กำหนดที่หมายแบบส่วนบุคคลเอาไว้ก็จะถูกส่งไปในเวลาที่แน่นอน ช่วยลดปริมาณงานและยังเป็นการประหยัดเวลาในการทำงานอีกด้วย นอกจากนี้ Journey Builder ยังสามารถช่วยในการเพิ่มฐานผู้รับบริการ สร้างการรับรู้ของbrandและปรับการตลาดให้สมควรกับดีมานด์ของเจ้าของธุรกิจอีกด้วย

5.สร้าง Subject Name หรือ หัวเรื่องอีเมลไม่มีความจูงใจน่าดึงดูดใจ

ถ้าหากคุณเมินเฉยหัวข้อใหญ่ที่อาจเป็นเพียงข้อความสั้นๆ จะทำให้เกิด Email Marketing ของคุณนั้นถูกมองผ่านได้ง่ายๆ เพราะหัวเรื่อง เป็นใจความสำคัญ ที่จะเชื้อเชิญให้ผู้รับเปิดอ่านข้อความในเวลาที่เราส่งไปในอีเมล เมื่อหัวเรื่องของคุณไม่น่าสนใจมากพอที่จะเปิดอ่าน อีเมลของคุณที่ตั้งใจส่งไปก็จะสูญเปล่า ถูกแช่ค้างไว้แม้ว่าภายในมีแก่นสารมากแค่ไหนก็ตาม ทำให้สูญเสียงบประมาณ และยังเสียเวลาอีกด้วย ทางที่ดีแนะนำให้ตั้งหัวเรื่องเปิดมาให้โดนใจผู้อ่าน เพื่อให้อีเมลที่ส่งไปถูกยกขึ้นมาอ่านในทันที

เคล็ดลับการเพิ่มหัวเรื่องอีเมล:

ทำข้อความให้สั้นได้ใจความ และน่าสนใจ

ลบคำสิ้นเปลืองออก

ใช้คำหลักที่สำคัญและดึงดูดเริ่มต้นประโยค

ใจความชัดเจนและเรียบง่าย

6.ไม่สนใจรูปแบบที่จะแสดงผลบนหน้าจอมือถือ

เป็นที่ได้ยินกันดีว่ามือถือเป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ทุกคนมีติดตัว คนส่วนใหญ่ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือมากกว่าเดสก์ท็อปและแท็บเล็ต  ถ้าคุณตัดออกรายละเอียดที่เป็นจุดสำคัญอย่างการแสดงผลบนแพลตฟอร์มต่างๆ จะทำให้ Email Marketing ของคุณไม่รองรับการแสดงผลบนหน้าจอมือถือ เมื่อแสดงผลได้ไม่ดี ผู้รับสารไม่สามารถเข้าถึงหรือมองเห็นอีเมลของคุณได้ชัดเจน มีโอกาสที่อีเมลที่ส่งไปจะถูกโยนเข้าขยะหรือ ไม่ถูกเปิดอ่านในฉบับต่อๆไปในอนาคต

7.ไม่ใส่ Alt ในภาพ

มีผู้ใช้อีเมลเป็นจำนวนมากที่การแสดงภาพบนหน้าจอมือถือถูกปิดกั้น ซึ่งหมายความว่าภาพจะไม่โหลดปรากฎขึ้นมาบนหน้าจอ ถ้าอีเมลของคุณคือภาพทั้งหมดที่ไม่มีข้อความ ผู้ใช้ที่ถูกปิดกั้นจะไม่สามารถมองเห็นสารที่คุณส่งมาได้เลย

นอกจากนี้ยังมีกรณีบางครั้งที่ การเชื่อมโยงภาพถูกแตกออก การเพิ่ม alt รูปภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำทุกครั้งสำหรับการเพิ่มcampaignอีเมล

8.ไม่มีการวางกลยุทธ์ในการส่งอีเมล

คำนึงถึงความต้องการของผู้รับบริการเสมอ ควรเสนอตัวเลือกที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขา ยกตัวอย่าง หลายๆสินค้ามีศูนย์กลางการตั้งค่าสำหรับผู้ซื้อที่เป็นสมาชิกกับเรา โดยให้ผู้ซื้อสามารถที่จะกำหนดตั้งค่าความถี่ในการรับอีเมลได้ ทางแบรนด์ผู้ส่งอีเมลก็สามารถเก็บข้อมูลในส่วนนี้ และแบ่งรายชื่อออกมาจัดเป็นกลุ่ม ใช้ระบบอัตโนมัติในการติดตามผล ส่งอีเมลตามความถี่ที่ผู้ซื้อกำหนดการตั้งค่าเอาไว้

9.ไม่จัดการหรืออัปเดตรายชื่ออีเมล

รายชื่อผู้รับที่มากไม่ได้สำคัญเท่ากับ จำนวนคนที่เป็นสมาชิกและให้ความสนใจกับสินค้า บริการอย่างแท้จริง รวมไปถึงต้องการมีส่วนร่วมกับbrand  ถ้าถ้าหากรายชื่อที่มากขึ้นแต่สวนทางกับจำนวนผู้ใช้งาน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือ ตัดรายการ ลบรายชื่อผู้ที่ไม่ได้สนใจหรือมีส่วนร่วมกับอีเมล จะช่วยให้จับกลุ่มผู้รับบริการที่เป็นแฟนตัวจริงของแบรนด์ได้ตรงจุด ทั้งยังช่วยให้เครื่องมือมีประสิทธิผลมากขึ้นในการทำ Email Marketing

10.ไม่ทดสอบ A/B testing ก่อนส่งอีเมล

การทดสอบอีเมลเป็นวิธีที่จะช่วยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความชอบของผู้รับอีเมล เมื่อคุณจับจุดได้ว่าเนื้อหา ข้อความ รูปภาพ และ Call to action แบบไหนที่ผู้รับสนใจ คุณก็จะสามารถใช้ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงแก้ไข การทำ Email Marketing ต่อไปในอนาคต เพื่อสำเร็จสูงสุดในการส่งอีเมลการตลาดให้มีความน่าสนใจและไม่ถูกไม่สนใจนั่นเอง

SPF, DKIM และ DMARC คือเครื่องมืออะไรและมีประโยชน์อะไรบ้าง?

SPF, DKIM และ DMARC คือเครื่องมืออะไรและมีประโยชน์อะไรบ้าง?

SPF, DKIM, DMARC

ภายในไม่กี่วินาทีมีอีเมลเป็นจำนวนมากกว่า 3,500 ฉบับที่ถูกจัดเป็นSpam หนึ่งในวิธีการการโจรกรรมทางอีเมล ที่เรียกว่าการฟิชชิง ซึ่งเป็นการพยายามหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลภายในอีเมล โดยการปลอมแปลงเป็นบุคคลอื่น

ในช่วงต้นปี 2561 ซอฟต์แวร์ต่อต้านการได้ ป้องกันความพยายามของคนที่ต้องการเข้าชมโซเชียลมีเดียเว็บไซต์ปลอมกว่า 3.7 ล้านครั้ง (กว่า 60% เป็นเว็บไซต์ Facebook ปลอม)  โดยจากข้อมูลชี้ว่าการฟิชชิ่งทางการเงินคิดเป็น 43.9% ของการโจมตีประเภทนี้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ให้บริการส่งอีเมลจำนวนมากอย่าง Gmail ใช้เครื่องมือเพื่อปกป้องข้อมูลของผู้ใช้อีเมลจากการโดนโจมตีดังกล่าว โดยToolsเหล่านี้มีกระบวนการป้องกันและยืนยันตัวตนก่อนการส่งอีเมล ซึ่งช่วยให้อีเมลได้รับการป้องกันข้อมูลที่ดีกว่าเดิมและมีโอกาสมากขึ้นที่จะไปถึงปลายทางที่เป็นผู้รับจริงๆ

 

เครื่องมือ SPF, DKIM และ DMARC คืออะไรและทำงานอย่างไร

SPF record 

The Sender Policy Framework (SPF) เป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นมาก ช่วยปกป้องข้อมูลเพื่อส่งอีเมลอย่างปลอดภัย ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในการทำ Email Marketing มากเลยทีเดียว เซิร์ฟเวอร์อีเมลของผู้รับจะตรวจสอบว่าที่อยู่ IP ของเซิร์ฟเวอร์อีเมลของผู้ส่งได้รับอนุญาตให้ส่งข้อความโดยใช้โดเมนที่ผู้ส่งใช้หรือไม่ โดยข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ IP ของเซิร์ฟเวอร์อีเมลที่ส่งข้อความจากโดเมนเฉพาะสามารถพบได้ในระเบียน DNS ของโดเมนนั้น

DKIM

Domain Keys Identified Mail (DKIM) เป็นตัวที่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับโดเมนของผู้ส่ง เป็นลายเซ็นดิจิทัลที่เอาไว้ใส่ไว้ที่ Header ซึ่งจะมีการติดKeyที่สามารถเปิดได้ด้วยกุญแจที่มีอยู่ในโดเมนเท่านั้น 

 DKIM มีประสิทธิภาพมากในการป้องกันการฟิชชิ่งอีเมล โดยกระบวนการทำงานเมื่อมีการส่งอีเมลจะมีการเข้ารหัสกุญแจที่เป็น private key ไว้ใน Header เมื่อเซิร์ฟเวอร์ของผู้รับได้รับข้อความดังกล่าวระบบจะถาม DNS สำหรับ public key หาก public key ตรงกับ private key ข้อความจะได้รับการยอมรับ

DMARC

The Domain-based Message Authentication, Reporting and Conformance (DMARC) มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันโดเมนของผู้ส่ง โดยใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ (เช่น SPF หรือ DKIM) และอย่างน้อยหนึ่งในกลไกเหล่านี้จะต้องยืนยันโดเมนใน Header ของผู้ส่งเพื่อให้ DMARC อนุญาตให้อีเมลส่งไปถึงกล่องจดหมายของผู้รับ

 

ทำไม DMARC ถึงสำคัญ

เครื่องมือ SPF หรือ DKIM ที่ทำหน้าที่แยกออกจากกัน ไม่ได้ให้การป้องกันที่ดีพอต่อสแปม แม้ว่าระบบจะอนุญาตให้ผู้ส่งตรวจสอบความถูกต้องของโดเมน แต่ระบบไม่ได้ระบุสิ่งที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้รับควรทำเมื่อมาตรการรักษาความปลอดภัยนี้ไม่เพียงพอ

การตั้งค่าเพิ่ม DMARC จึงเป็นเรื่องดีที่ช่วยให้คุณสามารถที่จะสั่งให้เซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับอีเมลจากคุณ ใช้นโยบายที่เหมาะสมกับอีเมลที่ไม่ได้รับอนุญาต

การใช้ DMARC คุณจะลดความเสี่ยงที่บุคคลอื่นจะแอบอ้างเป็น บริษัท ของคุณและป้องกันการลักลอบข้อมูลที่สำคัญ เช่น รายละเอียดที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่บัญชีธนาคาร

ในฐานะผู้ส่ง DMARC เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งอีเมลของคุณ แต่จริงแล้วระบบการส่งก็มีความซับซ้อนอยู่เช่นกัน!

จากการวิจัยที่ดำเนินการโดย Return Path มีเพียง 83% ของอีเมลที่ถูกต้อง (ไม่ใช่จดหมายขยะ)สามารถส่งถึงผู้รับในยุโรป ซึ่งหมายความว่า 1 ใน 6 ข้อความถูกบล็อค เพราะฉะนั้นการตั้งค่า DMARC จะช่วยให้เซิร์ฟเวอร์อีเมลดูแลความปลอดภัยให้อีเมลของคุณมากขึ้น เนื่องจากระบบจะสามารถระบุและยืนยันความน่าเชื่อถือของผู้ส่งอีเมลมาหาเราได้

ทำให้หากมีข้อสงสัยใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานโดเมนปลอม DMARC จะแจ้งเจ้าของเว็บไซต์ได้ ซึ่งหมายความว่าหากมีคนพยายามเลียนแบบคุณ คุณจะมีโอกาสโต้ตอบ เช่น ใช้วิธีการทางกฎหมาย 

DMARC นั้นถูกใช้งานโดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, AOL, Microsoft และ Yahoo รวมถึงผู้ให้บริการอีเมลรายอื่น และกำลังกลายเป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะเป็นมาตรฐานการตลาดต่อไปในอนาคต

 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

LINE : @NIPAads 

Inbox m.me/nipa.emailmarketing

Email contact@nipa.co.th 

Call 02-639-7878 ต่อ 301 

รู้จักประเภทโฆษณา Youtube ก่อนเลือกใช้ให้ถูกต้อง

รู้จักประเภทโฆษณา Youtube ก่อนเลือกใช้ให้ถูกต้อง

Youtube Ads
Youtube ถือเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งที่ในแต่ละวันมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นแหล่งรวบรวมวิดีโอคอนเทนต์ไว้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เพลง รายการต่างๆ รวมถึง Vlog ที่หลายๆคนมักจะถ่ายและอัปโหลดให้ได้ชมกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Youtube กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มความบันเทิงยอดนิยมเลยก็ว่าได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้คนมักจะหันมาทำการตลาดออนไลน์ผ่านการลงโฆษณาบน Youtube กันมากขึ้นนั่นเอง เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้คนเห็นโฆษณาของเราได้เป็นจำนวนมาก แต่โฆษณา Youtube เองก็มีหลากหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าประเภทของโฆษณาบน Youtube มีอะไรบ้าง มาดูพร้อมๆ กันเลย

โฆษณาแบบดิสเพลย์ (Display ads)

โฆษณา Youtube ที่หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นกันอยู่บ่อยๆ ด้วยการโชว์ Banner ขนาด 300×250 หรือ 300×60 โดยจะปรากฏในหน้าต่างๆ ของ Youtube ยกเว้นหน้า Homepage  โดยโฆษณา Youtube ประเภทนี้จะอยู่ด้านข้างของวิดีโอและอยู่เหนือ Suggest Video นั่นเอง

โฆษณาซ้อนทับ (Overlay ads)

เป็นโฆษณา Youtube ที่คล้ายกับประเภทแรก แต่จะปรากฏซ้อนกับวิดีโอที่กำลังเล่นอยู่ โดยอยู่ 20% ด้านล่างของวิดีโอ ซึ่งจะเห็นเป็นโฆษณาซ้อนทับกึ่งโปร่งใส ผู้ชมสามารถปิดได้ตลอดเวลา โดยโฆษณา Youtube ประเภทนี้มีขนาด 480×70

โฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้ (Skippable video ads)

เป็นโฆษณาที่มีขนาดเต็มหน้าจอ โดยอาจจะเล่นแทรกอยู่ก่อน ระหว่าง หรือหลังเล่นวิดีโอหลัก โดยจะพบบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการเล่น Youtube บน TV ด้วยเช่นกัน ซึ่งโฆษณา Youtube ประเภทนี้สามารถกดข้ามได้ หลังเล่นไปได้ 5 วินาที

โฆษณาวิดีโอที่ข้ามไม่ได้และโฆษณาวิดีโอที่ข้ามไม่ได้แบบยาว (Non-skippable video ads and long, non-skippable video ads)

เป็นโฆษณา Youtube ที่ปรากฏตำแหน่งเดียวกับแบบ Skippable video ads แต่จะพบได้เพียงในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น และผู้ชมจะไม่สามารถกดข้ามได้ มีความยาวตั้งแต่ 15-30 วินาที

โฆษณาบัมเปอร์ (Bumper ads)

โฆษณา Youtube แบบที่เป็นวิดีโอกดข้ามได้ แต่จะขึ้นมาก่อนจะเข้าสู่วิดีโอ โดยผู้ชมจะต้องดูโฆษณาความยาวสูงสุด 6 วินาทีก่อนจึงจะดูวิดีโอที่เลือกไว้ได้

การ์ดผู้สนับสนุน (Sponsored cards)

เป็นโฆษณา Youtube ที่มีการ์ดผู้สนับสนุนที่ปรากฏขึ้นด้านบนจอแสดงวิดีโอ โดยเป็นการแสดงเนื้อหาที่อาจเกี่ยวข้องกับวิดีโอ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่แสดงในวิดีโอ ซึ่งข้อกำหนดก็คือผู้ชมจะเห็นทีเซอร์ของการ์ดเป็นเวลา 2-3 วินาที และสามารถคลิกไอคอนในมุมขวาบนของวิดีโอเพื่อเรียกดูการ์ดได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำการตลาดออนไลน์ผ่านการลงโฆษณาทาง Youtube มีให้เลือกหลากหลายแบบมาก ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้ ดังนั้นการเลือกใช้งานแต่ละแบบต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับ เพื่อให้การลงโฆษณา Youtube แต่ละครั้งของเราไม่สูญเปล่าและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

Cloud Backup vs Off-Site Backup
ระบบการสำรองข้อมูลมีส่วนสำคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความเสียหายของข้อมูลในกรณีต่างๆ เช่น ความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัย หรือภัยพิบัติ โดยจะเป็นการสำรองข้อมูลภายนอกไซต์ขององค์กร ซึ่งโซลูชันการสำรองข้อมูลนั้นมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ Off-site backup และ Cloud backup 
 

  

Off-site backup การสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ  

ปกติโดยทั่วไปแล้ว ถ้าพูดถึงการสำรองข้อมูลแบบ off-site backup จะหมายถึงการสำเนาข้อมูลที่เราสำรองไว้ยัง Hardware ต่างๆ เช่น เทป, Hard Disk หรือ Server ซึ่งจุดมุ่งหมายหลักอยู่ที่คุณสมบัติในการกู้คืนข้อมูล ในกรณีที่แหล่งข้อมูลดั้งเดิมที่เก็บไว้นั้นใช้งานไม่ได้ เพราะฉะนั้น การสำรองข้อมูลแบบ off-site backups จึงจัดได้ว่าเป็นการสำรองข้อมูลแบบ storage-oriented ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง 

 

Cloud backup การสำรองข้อมูลที่ปลอดภัย คล่องตัว และเพิ่มศักยภาพที่มากขึ้น  

ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ Cloud Backups ซึ่งเป็นบริการประเภท ‘การนำข้อมูลของเราไปไว้ที่ไหนก็ได้’ ซึ่งบริการเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้การซื้อ การเลือกการจัดเก็บ การรักษาความปลอดภัย และการดึงข้อมูลง่ายมากขึ้น และเพราะแบบนี้เอง Cloud Backups จึงถือได้ว่าจัดอยู่ในประเภท service-oriented  

  

เปรียบเทียบ Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?  

แล้วการ Backup แบบไหนถึงเหมาะกับเราล่ะ? ถ้าหากคุณเกิดความรู้สึกสงสัยแบบนี้ ให้ลองตัดสินจากทั้ง 4 คำถาม ที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกกลยุทธิ์ที่เหมาะสมได้  

  

อะไรที่คุณต้องการเป็นพิเศษ?  

บางทีองค์กรของคุณอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่น การเข้ารหัสแบบ 448-bit ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ จะมีข้อเสนอต่างๆ ยื่นให้ แต่ก็เลือกได้ไม่มากเท่าไหร่ และอาจไม่ตรงตามกับที่คุณต้องการ ดังนั้น การใช้ off-site backup storage จะทำให้คุณสามารถควบคุมได้เอง เพื่อให้ตรงกับความต้องการได้ทั้งหมด  

  

คุณจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือขนาดไหน?  

ถ้าหากคุณต้องการความช่วยเหลือที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างและกำหนดค่าการสำรองข้อมูล หรือช่วยจัดการการกู้คืน การสำรองด้วยระบบ cloud hosting ก็น่าจะตรงกับความต้องการของคุณมากกว่า เนื่องจากมีผู้เชี่ยชาญด้าน Cloud Services ให้คำปรึกษา ดูแล และแก้ไขการใช้งานได้ตลอด 24×7 นั่นเอง  

  

ราคาไปด้วยกันกับทุนองค์กรหรือไม่?  

สำหรับระบบ cloud hosting จะมีความยืดหยุ่นที่มากกว่า off-site เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ การใช้งานจริง หรือจะเป็นบริการแบบรายเดือน (มีทั้งรายชั่วโมง, รายวัน, รายเดือน) ตลอดจนการใช้งานที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใช้งาน ที่เรียกว่า ‘Private Cloud’ แต่สำหรับ off-site ผู้ใช้งานจะต้องลงทุนกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เอง รวมถึงการดูแลรักษา และเรียนรู้การใช้งานเองอีกด้วย  

  

 แบบไหนปกป้องข้อมูลได้ดีที่สุด?  

ในข้อนี้สามารถเปรียบได้ประมาณว่า ‘จะซื้อ หรือจะสร้าง’ คุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดต่อการป้องกันข้อมูล ได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือว่าคุณควรจะไปใช้บริการของผู้ให้บริการ cloud hosting ดีกว่า? พอเกิดคำถามเหล่านี้ ก็อยากให้วนกลับไปที่คำถามแรก ถ้าหากว่าความต้องการหรือเงื่อนไขของคุณค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีอะไรมาก ก็ตรงดิ่งไปที่  Cloud Backup ดีกว่า  

  

จากคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูก มีแต่ว่าตรงหรือไม่ตรง คุ้มหรือไม่คุ้ม สะดวกหรือไม่สะดวก ฉะนั้น คนที่สามารถเลือกรูปแบบการสำรองข้อมูลได้ดีที่สุด ก็คือตัวคุณและคนในองค์กรของคุณเอง

Data Science กับการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นมูลค่าบน Cloud Server

Data Science กับการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นมูลค่าบน Cloud Server

data science

‘Data Science’ หรือ ‘วิทยาศาสตร์ข้อมูล’ เป็นวิธีการที่ใช้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากทั้ง ข้อมูลที่มีโครงสร้าง และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง ที่มีอยู่ภายในฐานข้อมูลขององค์กร โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์สถิติ ไปจนถึงกระบวนการ Machine Learning บน Cloud Server ซึ่งในองค์กรส่วนใหญ่แล้ว ‘Data Scientist’ หรือ ‘นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล’ นั้น ทำงานเพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นมูลค่า เพื่อเพิ่มรายได้ พร้อมๆ กับลดต้นทุน เพิ่มความไหลลื่นทางธุรกิจ และช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าผ่านการทำงานบน Cloud Server นั่นเอง

Data Scientist ทำงานอย่างไร?

หลายๆ องค์กรที่ให้ความสนใจกับเทคโนโลยี ‘Big Data’ แน่นอนว่าต้องมีคนที่เข้ามาจัดการนั่นคือ ‘นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล’ หรือ ‘Data Scientist’ ซึ่งต้องทำหน้าที่ควบคู่กับการทำงานของอีก 2 ฝ่าย คือ ‘Data Analyst’ และ ‘Data engineers’ โดยทั้ง 3 ฝ่ายมีหน้าที่ในการจัดการข้อมูล ดังนี้

– Data Scientist คือ ออกแบบโมเดลจากข้อมูล เพื่อหาช่องทางใหม่ๆ ให้องค์กร

– Data Analyst คือ วิเคราะห์และออกแบบการนำเสนอข้อมูล เพื่อแก้ไขปัญหาส่งต่างๆ ในองค์กร

– Data Engineers คือ ออกแบบช่องทางของข้อมูล วิธีการจัดเก็บ และการใช้งาน

Data Scientist vs. Data Analyst

ทั้งสองหน้าที่จะทำหน้าที่ใกล้ชิดกัน โดยที่นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) จะอยู่ใต้วิทยาศาสตร์ข้อมูลอีกทีหนึ่ง และทั้งสองต้องรู้เรื่องตรงกันว่าข้อมูลขององค์กรนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ก็จะดึงผลลัพธ์จากนักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) มาเพื่อทำการแก้ปัญหาอีกต่อหนึ่งนั่นเอง

Data Science vs. Big Data

ทั้งวิทยาศาตร์ข้อมูล (Data Science) และ Big Data ล้วนเป็นของคู่กัน แต่วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) นั้นใช้เพื่อดึงมูลค่าจากข้อมูลทุกๆ ขนาด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่มีโครงสร้าง ไม่มีโครงสร้าง หรือกึ่งมีโครงสร้าง ซึ่ง Big Data นั้น มีประโยชน์แก่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) ในหลายกรณีมากๆ เพราะว่า ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรวมพารามิเตอร์เข้ารูปแบบที่กำหนดไว้ได้มากเท่านั้น

Data Scientist teams

วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) เป็นงานที่ต้องการทีมที่มีความเป็นระเบียบ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ถือเป็นแกนหลักของทีมวิทยาศาตร์ข้อมูล ที่จะทำให้เดินหน้าจากข้อมูลไปยังการวิเคราะห์ และจากนั้นก็ทำการเปลี่ยนข้อมูลที่วิเคราะห์ ไปยังส่วนการผลิตที่เพิ่มมูลค่า ซึ่งต้องอาศัยสกิลและบทบาทหนักมาก  ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) ควรจะเข้ามาช่วยตรวจสอบข้อมูล ก่อนที่จะทำการนำเสนอให้กับทีม และพยายามรักษารูปแบบข้อมูลไว้ให้เหมือนเดิม ส่วนนักวิศวกรรมข้อมูล (Data engineer) เป็นหน่วยงานที่จำเป็นต่อการสร้างท่อลำเลียงข้อมูล เพื่อทำการตกแต่งเซ็ตข้อมูล ให้สามารถใช้กับส่วนอื่นๆ ของบริษัทได้

องค์ประกอบในการทำ วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science)

  1. Data Processing & cleaning
    ขั้นตอนการจัดแบ่งและจัดเตรียมข้อมูลโดยรวม ด้วยการจัดการกับชนิดของชุดข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน และนำไปสู่การวิเคราะห์หรือการสร้างแบบจำลองในที่สุด
  2. Analysis & Modelling
    การวิเคราะห์และทำความเข้าใจกับข้อมูลอย่างลึกซึ้ง ในแง่ของสถิติและคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างและใช้โมเดล Machine Learning เชิงวิเคราะห์หรือทำนายที่หลากหลาย
  3. Programming languages
    วิทยาศาสตร์ข้อมูลต้องการการทดสอบหลายรูปแบบและการปรับให้เหมาะสม พร้อมกับการสร้างภาพข้อมูล เพื่อดึงข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องทำการอนุมานทำนายหรือการตัดสินใจ
  4. การจัดการข้อมูล
    อัลกอริธึมและการผลิตขององค์กรต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อจัดเก็บข้อมูลโดยการระบุค่าเครื่องที่เหมาะสม และให้ระบบสามารถทำงานในสคริปต์ที่กำหนดไว้
  5. รูปแบบการตรวจสอบและความรู้เกี่ยวกับโดเมน
    การจัดรูปแบบข้อมูล โดยมองหารูปแบบและสำรองข้อมูลจากการวิเคราะห์และตรวจสอบทุกขั้นตอน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของอุตสาหกรรม สิ่งนี้เป็นทักษะที่สำคัญของ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist)
  6. Communication & Visualisation
    การสื่อสารเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ในการสื่อสารแบบจำลองหรือการคาดการณ์ที่พวกสร้างขึ้นมา กับฝ่ายงานที่เกี่ยวของ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้
  7. Open Source Community

วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) มักจะสร้างขึ้นด้วยเครื่องมือ Open Source เพราะฉะนั้นการเรียนรู้และทำความรู้จักการทำงานของระบบเหล่านี้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบ

ความน่าสนใจของวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science)

ความน่าสนใจของวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) ขึ้นอยู่กับความจำเป็นขององค์กรนั้นๆ วิทยาศาสตร์ข้อมูลอาจช่วยองค์กรสร้างเครื่องมือต่างๆ ที่ไว้ใช้ทำนายความล้มเหลวของฮาร์ดแวร์ หรือช่วยให้องค์กรสามารถบำรุงรักษาและป้องกันการ Downtime ที่ไม่ได้วางแผนไว้ได้ และยังสามารถช่วยคาดการณ์ได้ว่าเราควรวางผลิตภัณฑ์ ไว้บนเชลฟ์ของห้าง หรือคาดได้ว่า ด้วยรูปลักษณ์และลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้น จะมีความนิยมเป็นอย่างไร เป็นต้น

วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรวดเร็วด้วยนวัตกรรมข้อมูลกลายเป็นฟังก์ชันหลักขององค์กร เช่น การขาย, การตลาด หรือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ตาม ในปัจจุบันล้วนต้องใช้ วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) ในการทำงานทั้งสิ้น

ข้อมูลจาก Gemalto ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของข้อมูล ในปี 2018 พบว่า 89% ขององค์กรสามารถใช้งาน วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) เพื่อให้เกิดความโดดเด่นในการแข่งขันทางธุรกิจ

สำหรับองค์กรที่สนใจการทำ ‘Big Data’ สร้างช่องทางระบบการจัดการแหล่งเก็บข้อมูลดิบ (Raw data) ไว้ใน ทะเลสาบข้อมูล (Data Lake) รวมถึง โซลูชันการจัดการแหล่งเก็บข้อมูลใหม่ตามโครงสร้าง ที่เรียกว่า โกดังข้อมูล (Data Warehouse) เพื่อสร้างระบบสำหรับสกัดข้อมูล (Extract) ปรับแต่งโครงสร้างข้อมูล (Transform) และนำไปจัดเก็บ (Load) หรือ ETL จาก Data lake เข้าสู่ Data warehouse

 

เริ่มพัฒนาโซลูชัน ‘Big Data’ กับ Nipa.Cloud ได้เลยวันนี้!

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

LINE : @NipaCloud

Website: https://www.nipa.cloud/

Facebook: https://www.facebook.com/nipacloud/

Inbox: https://www.messenger.com/t/nipacloud

Email: sales@nipa.cloud

Call: 02-107-8251 ต่อ 444